Jump to content
T-PAGEANT.COM
  • advertisement_alt
  • advertisement_alt
  • advertisement_alt

Radamanthys

Members
  • Posts

    12,626
  • Joined

  • Last visited

Profile Information

  • Gender
    Not Telling

Radamanthys's Achievements

Rookie

Rookie (2/14)

  • First Post Rare
  • Collaborator Rare
  • Posting Machine Rare
  • Conversation Starter Rare
  • Week One Done Rare

Recent Badges

564

Reputation

  1. ถ้ากลัวเรื่องการล้างเผ่าพันธุ์จริงๆควรกลัวเรื่อง climate change มากกว่า เพราะอันนี้ล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้จริง
  2. ไม่ถึงขั้นล้างเผ่าพันธุ์ได้หรอก ไวรัสกลายพันธุ์เป็นเรื่องปกติ แม้วัคซีนจะป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้แค่ 50% แต่ก็ไม่ใช่ตัวเลขที่แย่ขนาดนั้น เอาจริงๆวัคซีนไข้หวัดใหญ่ธรรมดาที่ฉีดกันทุกปีก็ป้องกันได้ประมาณครึ่งๆและต้องพัฒนาอยู่เรื่อยๆให้ทันไวรัสที่กลายพันธุ์เช่นกัน อีกอย่างเรื่องภูมิคุ้มกันหรือเรื่องอื่นๆในทางการแพทย์มันไม่ใช่อะไรที่ 1+1+1 = 3 มันมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องไม่ได้เป๊ะๆขนาดนั้นการดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด มาถึงจุดนี้ถือว่ามนุษย์ต่อสู้กับโควิดได้ดีระดับนึงแล้วนะ พัฒนาวัคซีนได้ไวกว่าในอดีตที่ผ่านมา สเต็ปต่อไปคือรอยารักษาที่กำลังจะออกมา การล้อคดาวน์หรือการปิดประเทศไม่ใช่ทางออกอีกต่อไปเพราะเศรษฐกิจเราไม่สามารถขับเคลื่อนได้จากการบริโภคภายในเป็นหลักเหมือนจีนเพราะเศรษฐกิจประเทศเราเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว
  3. ศูนย์กลางการระบาดอยู่ที่แอฟริกาใต้ ตอนนี้บางประเทศในยุโรปและอิสราเอล แบนเที่ยวบินจากแอฟริกาใต้และสามสี่ประเทศใกล้เคียง ยังไม่เห็นภาพว่ามิสแอฟริกาใต้เดินทางแล้วนะ โควิดสายพันธุ์ B11529 มีข้อมูลว่าแพร่ระบาดได้เร็วกว่าเดลต้า ลดประสิทธิภาพของวัคซีนจาก 70-80% เหลือแค่ 50% และมีรายการการติดเชื้อในฮ่องกงแล้วสองราย และมีความเป็นไปได้ที่จะแพร่เชื้อทางอากาศผ่านระบบแอร์ได้
  4. ล่าสุดอิสราเอลและหลายๆประเทศระงับเที่ยวบินจากแอฟริกาใต้ เพราะมีการระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ B11529 (สายพันธุ์นิว (Nu)
  5. เพราะคำว่า GDP การมีประชากรเยอะมันทำให้บริโภคภายในประเทศเยอะ GDP ก็จะสูงตาม ยิ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่เศรษฐกิจขึ้นอยู่กับภาคการผลิตเป็นหลัก(ยังไม่ได้มีสัดส่วนของภาคการบริการที่เป็นเทคโนโลยีมากนัก) การมีประชากรในวัยแรงงานเยอะๆจะยิ่งได้เปรียบในแง่ของการเป็นฐานการผลิต จริงๆแล้วปัจจุบันรัฐบาลจีนส่งเสริมให้คนมีลูกมากขึ้นนะ เพราะอายุเฉลี่ยประชากรจีนกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและประชากรวัยแรงงานกำลังลดลง ดังนั้นเรื่องการลดจำนวนประชากรเป็นเรื่องที่พูดยาก เพราะมันเกี่ยวเนื่องกับ GDP ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งชี้การเติบโตทางเศรษฐกิจ สิ่งที่จะช่วยลดความรุนแรงของ climate change ได้ในทางปฏิบัติตอนนี้คือการพัฒนาและลงทุนเกี่ยวกับ clean energy อย่างจริงจังซึ่งต้องอาศัยการผลักดันจากภาครัฐ แม้ว่าจีนจะไม่ได้เข้าร่วมการประชุม COP26 ครั้งล่าสุด แต่จีนก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และลงทุนในเรื่อง clean energy อย่างจริงจัง รัฐบาลจีนมีนโยบายหลายๆอย่างที่ช่วยลดความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่นมีการลดกำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมลงเพื่อลดการใช้พลังงานซึ่งปัจจุบันพลังงานหลักยังเป็นพลังงานที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกอยู่ ล่าสุดรัฐบาลจีนได้เข้ามาควบคุมธุรกิจร้านอาหาร ควบคุมไม่ให้มีอาหารเหลือกินเหลือใช้มากเกินไป(food waste มีส่วนทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก) ปัจจุบันมีการเปลี่ยนมาใช้คำว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” แทนคำว่า“ภาวะโลกร้อน” เพราะโลกไม่ได้แค่ร้อนขึ้น แต่ส่งผลต่อ ฤดูกาล สภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม ภูมิประเทศ และภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆนานาที่เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงกว่าปกติในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เรื่อง climate change เป็นเรื่องที่คนต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจังโดยเฉพาะรัฐบาลต้องผลักดันในเรื่องนี้เพราะถ้าเรายังเพิกเฉยและไม่ใส่ใจผลร้ายจะเกิดมากและเร็วกว่าที่เราคิด
  6. Climate change เป็นปัญหาที่มนุษย์ต้องหันมาเอาใจใส่อย่างจริงจัง เพราะถ้ายังเพิกเฉย มันจะดำเนินไปถึงจุดที่เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้อีก แม้แต่ Stephen Hawking นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังในยุคนี้(ที่เป็นตำนานระดับเดียวกับไอสไตน์)ยังออกมาเตือนเรื่องนี้ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต คำเตือนสุดท้ายของ Stephen Hawking เกี่ยวกับโลกและอนาคตที่กำลังจะมาถึง ชายตัวเล็ก ๆ ใส่แว่นนั่งอยู่บนรถเข็น คอเอียงไปด้านหนึ่ง มือสองข้างไขว้กันไว้เพื่อบังคับรีโมตคอนโทรล คือภาพที่คุ้นเคยกันดีของ สตีเฟน ฮอว์คิง (Stephen Hawking) ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งของศตวรรษที่ 20 ใกล้เคียงกับนักฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ในเชิงของความเฉลียวฉลาด ฮอว์คิงเป็นนักคิดระดับแนวหน้าในกลศาสตร์ควอนตัม ทฤษฎีสัมพัทธภาพ และการศึกษาเกี่ยวกับหลุมดำ งานวิจัยและแนวคิดของเขาได้เปลี่ยนความเข้าใจของเราเกี่ยวกับอวกาศและเวลาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาเกิดวันที่ 8 มกราคม 1942 และเสียชีวิตในวันที่ 14 มีนาคม 2018 ชีวิตของเขาเผชิญปัญหาทางร่างกายจากโรค ALS ที่ทำให้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่บนรถเข็นมาตลอดตั้งแต่ยังหนุ่ม แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ร่างกายของเขาอาจจะไม่ได้เต็มร้อย แต่สมองของเขายังทำงานเป็นปกติ เพราะฉะนั้นถึงแม้จะต้องนั่งรถเข็น เขาก็ยังพยายามสร้างสรรค์ผลงานวิจัยใหม่ ๆ ตลอดที่เขายังมีชีวิตอยู่ ก่อนที่เขาจะจากโลกนี้ไป มีประเด็นที่เขาได้พูดถึงเกี่ยวกับอนาคตของมนุษยชาติที่น่าสนใจ วิกฤตการณ์เกี่ยวกับจำนวนประชากรที่มากเกินไปนั้นเชื่อมโยงโดยตรงกับสภาพภูมิอากาศของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดในตอนนี้ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ของสหประชาชาติ บอกว่าภายในปี 2040 อุณหภูมิโลกจะร้อนขึ้นเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 1.5 องศาเซลเซียสอย่างแน่นอน นั่นหมายความว่าเป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลกในระยะยาวตามความตกลงปารีส ไม่ว่ายังไงก็ไม่สามารถเป็นจริงได้ ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 2 เมตรภายในศตวรรษนี้ และภายในปี 2150 จะเพิ่มขึ้นอีก 5 เมตร การเผาผลาญทรัพยากรทางธรรมชาติและมลภาวะทางอากาศจะยิ่งสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อจำนวนประชากรโลกนั้นเพิ่มขึ้น ฮอว์คิงเชื่อว่าโลกของเราจะเล็กจนเกินไปที่จะรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณและการใช้ชีวิตในรูปแบบปัจจุบัน ภายในศตวรรษที่ผ่านมาเราเห็นจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า จนตอนนี้เกือบ 8 พันล้านคนแล้วในปี 2021 และถ้าจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นตามอัตราเดิม สุดท้ายโลกของเราก็จะไม่สามารถรองรับประชากรทุกคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชากรโลกเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา และนั่นก็หมายความว่าเราต้องใช้ทรัพยากรโลกเพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มมาเท่าตัวเช่นเดียวกัน ซึ่งสุดท้ายถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป โลกก็จะไม่สามารถเป็นบ้านของทุกคนได้อีกต่อไป
  7. อีกคนที่คิดว่าเข้าห้าคนแน่นอนคือ อูลี่ แต่อีกหนึ่งที่ต้องลุ้น จากผลงานที่ผ่านๆมายังคิดว่าการตอบคำถามอูลี่ยังสู้สามคนข้างบนไม่ได้ เลยยังไม่ให้เข้าสามคน ส่วนประเด็นที่ว่าลาร่าควรเข้าห้าคนไหม ส่วนตัวมองว่าถ้าแอนเข้าลาร่าก็ควรเข้า หน้าสวย แอน 10 ลาร่า 8.5 การเดิน แอน 8 ลาร่า 8 speech แอน 9.5 ลาร่า 10 รูปร่าง แอน 8 ลาร่า 9 story แอน 9.5 ลาร่า 9.5 total แอน 45 ลาร่า 45 ส่วนประเด็นที่ว่าถ้าลาร่าเข้าห้าคนแล้วอีกสี่คนที่เหลือจะสั่นไหม แล้วจะสั่นทำไม ในเมื่อคำถามรอบห้าคนเค้าถามคนละคำถามกัน ตอบให้ดีที่สุดในคำถามที่ตัวเองได้รับก็พอ
  8. พรุ่งนี้ถ้าลาร่าสามารถผ่านเข้ารอบห้าคนสุดท้ายได้ อย่าให้จุดแข็งของตัวเองย้อนกลับมาทำลายตัวเอง ขอให้จำคำพูดนี้ใว้นะ "อย่าพยายามตอบสิ่งที่คิดว่าดีที่สุด แค่ตอบในสิ่งที่คิดก็พอ"
  9. น่าจะเกินสิบปีที่เข้ามาอยู่ในบอร์ดนี้ ในสังคมแห่งนี้ เข้ามาเมื่อไหร่และเพราะอะไรจำไม่ได้แล้ว แรกๆได้แต่อ่านเพราะไม่รู้ว่าเค้าคุยอะไรกัน ทรั้มป์คือใคร จูเลียคือใครยังไม่รู้เลย แรกๆก็เล่นสนุกๆ เล่นเอามันส์ ก็สนุกมาก ต่อมาเริ่มรู้สึกว่าการประกวดนางงามมันมีอะไรมากกว่าที่คิด... ส่วนตัวติดตามการประกวดจริงจังแค่สามเวทีคือ Miss Universe Miss USA และ Miss universe Thailand ได้มองเห็นความแตกต่างบางอย่างของแต่ละเวที Miss USA อาจเพราะเป็นประเทศใหญ่และนางงามแต่ละคนคือผู้ชนะของแต่ละรัฐมาแล้ว นางงามที่สวยๆจึงมีให้เลือกเยอะ อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปีเรามักจะเห็นสาวงามที่เข้ารอบสุดท้ายแบบพลิกความคาดหมาย ประมาณว่า มาจากไหนวะ? คนนี้มาได้ไง? แต่พอผ่านเข้ารอบมาก็เห็นว่าแต่ละคนก็มีดีในแบบของตัวเองเหมือนกัน ยิ่งปีหลังๆในยุคไอเอ็มจี ยิ่งชัดเจนขึ้นว่า miss USA มุ่งเน้นนำเสนอนางงามที่มีเรื่องราวที่ประทับใจและสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นได้ ยอมรับว่า miss USA มีจุดยืน มีแนวทางที่ชัดเจน ในการเลือกนางงามในแบบที่เขาอยากจะนำเสนอสู่สังคมจริงๆ แสดงให้เห็น “Vision” ที่ชัดเจนของเจ้าของเวที (Miss South Africa ก็เป็นอีกเวทีที่มี Vision ที่ชัดเจน) มักจะมีคำถามว่า ในเมื่อ miss USA และ miss Universe อยู่ภายใต้บริษัทเดียวกัน ทำไมช่วงหลังๆมิสยูเอสเอถึงไม่เข้ารอบลึกๆล่ะ? ส่วนตัวมองว่ามันขึ้นอยู่กับฐานของผู้บริโภคด้วย เพราะ MU คนดูกันทั้งโลกซึ่งมีทั้ง Developed markets Emerging markets และ Frontier markets เมื่อฐานคนดูกว้างขึ้นจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรๆบ้าง เพื่อให้เข้ากับรสนิยมของผู้บริโภค ในส่วนของ miss universe Thailand สองปีที่ผ่านมาชัดเจนว่าเฟ้นหาสาวงามที่มีองค์ประกอบต่างๆที่คิดว่ามีโอกาสที่จะชนะการแข่งขันบนเวที MU มากที่สุด หรืออย่างน้อยก็สามารถเข้ารอบได้ลึกที่สุด จนมาถึงปี 2021 “Power of Passion” คือ concept การประกวดในปีนี้ ที่ TPN เลือกที่จะนำเสนอ ซึ่ง Passion ในความคิดของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกัน แล้ว “Passion” ในความหมายของคุณคืออะไร? แน่นอนว่ามันไม่มีถูกผิด ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน ว่าจะตีความไปทางใด แต่ส่วนตัวมองว่า passion ที่ยิ่งใหญ่และมีพลังที่สุดงไม่ใช่แค่ passion ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่คือ passion ที่สามารถส่งต่อถึงคนอื่นๆได้…ในวงกว้าง มักจะมีคำถามว่าประกวดนางงามเสร็จแล้ว นางงามไปไหนต่อ ทำอะไรต่อ ในอดีตที่ผ่านมา เราเห็นนางงามบางคนกลับไปใช้ชีวิตปกติในทางของตัวเอง บางคนก็ต่อยอดในวงการบันเทิง อาจมีแฟนนางงามบางส่วนค่อนขอดว่าบางปีเป็นการเฟ้นหาดารามากกว่าที่จะหาคนที่จะคว้ามง MU ซึ่งส่วนตัวโอเคนะ โอเคมากกับการต่อยอดในวงการบันเทิงของนางงาม เอาจริงๆถ้าคิดว่านางงาม(ยุคนี้)คือกระบอกเสียงเพื่อสังคม ฐานเสียงของดารามันกว้างกว่านางงามมากนะ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่านางงามจะไปทำอะไรต่อ ไม่ว่าจะเป็นงานในวงการบันเทิงหรือนอกวงการก็ตาม…คุณก็จะยังเป็นนางงาม ไม่มีคำว่า "อดีตนางงาม" เพราะนางงามไม่ใช่อาชีพ นางงามคือตำแหน่ง คือหน้าที่ ที่จะติดตัวคุณ…ตลอดไป…... #เทพีทุกองค์มีหน้าที่ของตัวเองเสมอ#มงกุฎมีคุณค่ามากกว่าแค่ความสวยงาม ในเมื่อคำว่า “Passion” นั้นตีความหมายได้หลากหลายนัก ดังนั้นขอใช้พื้นที่นี้เล่านิทานเรื่องสั้นๆ เป็นเรื่องราวของนางฟ้า(เทพธิดา)สามองค์ กับเด็กหญิงสามคน… นางฟ้าองค์แรก ผู้มีพลังวิเศษสามารถดลบันดาลความกล้าหาญและพลังใจพลังใจให้ผู้คนได้ นางฟ้าได้พบกับเด็กหญิงคนหนึ่ง ผู้ซึ่งทั้งชีวิตมีแต่ความกลัว ไร้พลัง ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่กล้าที่จะทำอะไรแม้จะเป็นสิ่งที่ตัวเองไฝ่ฝันและอยากทำมาตลอดชีวิตก็ตาม…นางฟ้าได้มอบพลังวิเศษแก่เด็กหญิงคนนั้น คือพลังใจและความกล้าหาญ…เด็กหญิงคนนั้นกลายเป็นคนที่รักตัวเอง มองเห็นคุณค่าในตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง และกล้าที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองไฝ่ฝัน นางฟ้าองค์ที่สอง ผู้เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งปัญญา ได้พบกับเด็กหญิงที่มีชีวิตไปวันๆ ไม่เคยแม้แต่คิดที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆ เป็นคนที่ไร้ตัวตน ไม่เคยมีความสำคัญแม้แต่ในมุมมองของตัวเอง…นางฟ้าได้มอบพลังพิเศษ เป็นพลังความคิดและปัญญาให้เด็กหญิงคนนั้น…เด็กหญิงตระหนักรู้ว่าชีวิตต้องการอะไร ควรทำอะไรเพื่อทำให้มีชีวิตที่ดีกว่า เด็กหญิงลงมือทำและขยายสู่สังคมเด็กหญิงกลายเป็นคนสำคัญทั้งต่อชีวิตตัวเองและผู้อื่น… นางฟ้าองค์ที่สาม ได้พบเจอกับเด็กหญิงที่ท้อแท้ สิ้นหวังในชีวิต ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านความล้มเหลวที่กัดกร่อนจิตใจอันบอบช้ำนั้นได้…เด็กหญิงได้ร่ำไห้และวิงวอนขอพลังพิเศษจากนางฟ้า…แต่นางฟ้าได้บอกกับเด็กหญิงคนนั้นว่า…ข้าไม่มีพลังวิเศษใดๆจะมอบให้เจ้า…แต่ข้าเชื่อว่าเจ้าจะสามารถยืนหยัดขึ้นได้ด้วยตัวของเจ้าเอง…จงตรองดูเถิด…แล้วเจ้าจะรู้ความจริงว่า ไม่มีพลังใดๆจะช่วยเจ้าได้…เพราะพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด…อยู่ในตัวของเจ้าเอง……..และในที่สุดเด็กหญิงคนนั้นก็สามารถยืนหยัดขึ้นมาและก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆนานาได้….ด้วยพลังใจของตัวเอง….
  10. อันนี้สงสัยนะ ทำไมอแมนด้าถึงเลือกที่จะเดินรอบชุดราตรีด้วย pattern เดียวกันทั้งในรอบพริลิมและวันจริง ปกติน้อยมากๆนะที่นางงามจะเดิน pattern เดิม อย่างแนท น้ำตาล มารีญา ฟ้าใส เดินคนละแบบหมดเลย ขนาดฟ้าใสที่มีท่า signature กวางเหลียวหลังยังเลือกที่จะเดินอีกแบบในวันจริง และประเด็นสำคัญอแมนด้าเดินรอบชุดราตรีในวันจริงได้ไม่ดีเท่ารอบพริลิมด้วยสิ total look ก็สู้วันพริลิมไม่ได้ พอเดิน pattern เดิมเป๊ะๆมันเลยออกมาดูดรอปลง
  11. ฟังใน live สายบุญ เห็นว่าคุณปุ้ยจะจัดประกวดแน่นอนนะ สปอนเซอร์พร้อมมาก ยังไงก็ต้องจัด น่าติดตามว่าจะประกวดในรูปแบบไหน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คนที่จะเป็นตัวแทนปีนี้ต้องพร้อมมาก และเตรียมความพร้อมมาแล้วด้วยตัวเอง
×
×
  • Create New...