Jump to content



GD AD AD nk

AD AD


AD AD AD AD AD AD AD AD
AD AD AD AD AD AD AD AD
AD



ชัดชะนี ชะนีชัดชัด

Member Since 07 Dec 2010
Offline Last Active Apr 29 2011 10:32 AM
-----

Topics I've Started

ถ้าตอนเด็กๆตั้งใจเรียนมากกว่านี้ ตอนนี้คุณจะทำงานอะไร

28 April 2011 - 01:20 PM

ถ้าหยกตั้งใจเรียนมากกว่านี้ ตอนนี้หยกคงเป็น นักการตลาดที่เก่งมีชื่อเสียงของประเทศไปแล้ว เสียใจจริงๆที่ไม่ตั้งใจเรียนแต่ทีแรก

ถามหน่อยคะ-เกย์ที่แอ๊บเข้ามาจีบกระเทยสาวแบบนี้

26 April 2011 - 12:33 PM

เวลาไปเที่ยวผับเกย์กับเพื่อนๆ จะมีคนพวกนี้เข้ามาทำเป็นประมาณว่าจีบ(ไม่กล้าพูดเต็มปากว่าจีบ เพราะเขาไม่ได้พูดว่าจีบ) แต่จะมาพูดประมาณว่า จริงๆไม่ได้เป็นเกย์นะ แต่มาเที่ยวกับพวกเพื่อนเกย์ เห็นเราสวยดีเลยอยากรู้จัก บอกว่าชอบผู้หญิงกับกระเทยสาวแบบเรา ขอเบอร์ไปคุยด้วย ขอพินบีบีไปแชต(แต่ไม่เคยให้นะ) บางคนชอบคุยอวดสัพคุณต่างๆ บ้านรวยแบบนั้น ทำงานเป็นอะไรที่ดูดีมากๆ สุดท้ายขอไปส่งที่บ้าน

คืออยากรู้ไงว่า อารมณ์ไหน เป็นเกย์จะมาจีบกระเทยทำไม อยากได้เงิน อากให้เลี้ยงเหรอ หรือว่าแกล้งอีกระเทยนี่มาเที่ยวที่เกย์เที่ยวทำไม กูจะแกล้งจีบมันให้มันหลง อะไรแบบนี้หรือเปล่า สำหรับตัวเองบอกตรงๆ อยากจะอาเจียนเวลาคุยด้วย เกิดมา33ปีแล้ว รู้ว่าอะไรเป็นอะไรดี อาจจะมองเรื่องแบบนี้ในแง่ลบไป ยังไงก็ขอโทษด้วยนะคะ แต่คือแบบไม่เข้าใจจริงๆ

เลยอยากมาถามเพื่อนๆในห้องเฟรนด์ว่า มันคืออะไรคะ?

ปรึกษาคะ จะเริ่มออกกำลังกายแล้ว แต่ไม่รู้จะเล่นอะไรดี

22 April 2011 - 10:07 AM

คือตอนนี้สุขาพไม่ดีมากๆ อ่อนแอ เข้าโรงพยาบาลบ่อย เป็นปอดบวมอะคะ เลยอยากออกกำลังกาย แต่เป็นคนขี้เบื่อ+ขี้เกียจ เมื่่อก่อนเล่นวอลเลย์บอลนะ แต่เล่นกับกลุ่มเพื่อนๆที่ กทม.ไง ตอนนี้มาอยู่พัทยาไม่มีเพื่อนเลยไม่ได้เล่นเลย ว่าจะเข้าฟิตเนส พวกแคริฟอร์เนียอะไรแบบนี้ แต่กลัวเห่อไปแรกๆแล้วไม่ไปอีกจะเปลืองตังเอา เลยอยากรู้ว่าฟิตเนสแบบนั้นมันมีกิจกรรมอะไรที่ทำให้เราไม่เบื่อบ้างไหมคะ แล้วอย่างหยกควรจะเล่นอะไรดี ว่ายน้ำไม่ได้ล่ะ เพราะเป็นปอดบวม วันนั้นว่ายไปไม่ถึงสิบนาทีดี ขึ้นมาจะเป็นลม

สื่อญี่ปุ่น สื่ิถึงความเจริญทางจิตใจของชนชาติญี่ปุ่น

22 March 2011 - 09:19 AM

Posted Image
"ก็ถ้านำเสนอาพคนตายน่ากลัว หรือมามัวคร่ำครวญแบบนั้นแล้วมันได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาบ้างล่ะ หดหู่ น่ากลัว เห็นคนตาย หรือซากศพ เกิดาพติดตานำไปฝันร้าย ไม่ให้เกียรติผู้ตาย ทำลายจิตใจผู้สูญเสียซ้ำลงไปอีก พอเห็นาพคนตายบ่อยๆ ก็ชิน ทำให้จิตใจหยาบกระด้าง ไม่เห็นมีอะไรสร้างสรรค์สักอย่าง นอกจากอารมณ์ปลงสังเวช "

เป็นคำตอบที่ นารวี (สืบสุข) นาคากาวะ คนไทยที่อยู่ในญี่ปุ่นได้รับจากคนญี่ปุ่นใกล้ตัว เกี่ยวกับการนำเสนอข่าวและาพข่าวโทรทัศน์เหตุการณ์แผ่นดินไหว ตามด้วยสึนามิ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดซ้ำล่าสุด ว่าเพราะอะไรจึงไม่ปรากฎาพผู้คนร้องไห้ฟูมฟาย าพการขุดคุ้ยหาศพของเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ัย หรือาพศพหรือคนตายทางสื่อเลยแม้แต่น้อย

นารวี เป็นบัณฑิตปริญญาตรีและโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ สาขาโฆษณา เคยผ่านงานด้านอินเตอร์เน็ตและกราฟฟิกดีไซน์ และงานนิตยสาร เป็นบรรณาธิการนิตยสาร HealthToday กว่า 8 ปี ปัจจุบันเธอลาออกจากงานประจำ ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นเกือบปีแล้ว

ช่วงที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา สถานการณ์ัยพิบัติครั้งใหญ่นี้ทำให้ต้องติดตามข่าวสารและรายการทางโทรทัศน์ของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด และเนื่องจากศึกษาด้านสื่อสารมวลชนในไทยมา จึงเปรียบเทียบและสังเกตเห็นอะไรหลายๆอย่าง

การนำเสนอข่าวของสื่อโทรทัศน์ญี่ปุ่น ตั้งอยู่พื้นฐานของจริยธรรมอย่างเคร่งครัด เป็นสิ่งที่เธอพบและอยากแลกเปลี่ยนกับคนไทย คือ าพข่าวโทรทัศน์ของญี่ปุ่นทุกช่องจะไม่เคยถ่ายให้เห็นาพคนตาย คนบาดเจ็บ อาวุธ หรือาพที่น่าหวาดเสียวใดๆ แตกต่างจากการนำเสนอข่าวของไทย

อย่างเหตุการณ์ัยพิบัติล่าสุดนี้ นารวี บอกว่า ในช่วง 2 วันแรก ฟรีทีวีทุกช่อง รวมทั้งช่องโทรทัศน์แห่งชาติอย่าง NHK พร้อมใจกันนำเสนอาพข่าวเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง าพที่ผู้ชมได้เห็นซ้ำไปซ้ำมาสลับกับการรายงานข่าวในสถานี จะเป็นาพเหตุการณ์ขณะที่เกิดแผ่นดินไหว คลื่นซัดน้ำเข้าฝั่งทำลายบ้านเรือนพังทลาย ซากกองไม้ที่ปรักหักพังต่างๆ และคนที่หนีพ้นมายืนอยู่บนที่สูง หลังจากนั้นก็เป็นสาพในศูนย์อพยพและช่วยเหลือผู้ประสบัย การแบ่งปันที่นอน การแบ่งปันอาหารน้ำดื่ม และสัมาษณ์ผู้ประสบัยที่สูญเสียบ้านและทรัพย์สิน

"โดยข่าวจะตัดมาเพียงประโยคสั้นๆ ที่แม้ผู้พูดจะเศร้าน้ำตานองหน้า แต่ก็กล่าวอย่างสุาพ ไม่แสดงอารมณ์ฟูมฟายโวยวาย และที่สำคัญที่สุด มีเพียงแต่คำบรรยายจากผู้ประกาศข่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ัยกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตอย่างเร่งด่วนที่นั่นที่นี่ มียอดผู้เสียชีวิตจำนวนเท่าใดบ้าง เพียงแค่นั้นก็สื่อสารได้ใจความครบถ้วนที่จำเป็นแล้ว เหตุการณ์นี้อดทำให้ฉันหวนนึกไปถึงช่วงที่เกิดเหตุสึนามิในประเทศไทย ตลอดสัปดาห์อันเลวร้ายนั้น ต้องดูาพศพผู้เสียชีวิตที่นอนเกลื่อนชายหาด ศพที่ซ้อนทับๆ กันเป็นูเขาเป็นซากเน่า แบบไม่ให้เกียรติกับผู้ตายเลยแม้แต่น้อย แม้จะมีการเบลอบ้างแต่ก็ยังเห็นาพอุจาดตาน่าสังเวชใจ พร้อมกับเสียงคนร้องไห้คร่ำครวญ"

ส่วนในวันที่ 2 และวันที่ 3 ของเหตุการณ์ มีข่าวใหญ่เป็นผลต่อเนื่องจากเหตุสึนามิ นั่นคือ ความร้อนและการระเบิดของอาคารเตาปฏิกรณ์ปรมาณูในโรงไฟฟ้าพลังปรมาณูที่ฟูคุชิมะ เธอบอกว่า โทรทัศน์เกือบทุกช่องนำเสนอรายการเพื่ออธิบายการทำงานของโรงไฟฟ้าเพื่อให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายที่สุด โดยการทำเป็นาพวาดประกอบ เชิญผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์สลับกับการแถลงข่าวจากผู้แทนรัฐบาล แล้วก็วิเคราะห์ข่าวที่แถลงนั้นอีกที

มีการประกาศแผนที่ประชาชนต้องพึงปฏิบัติในสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ รวมทั้งการแถลงแนวทางแก้ไขปัญหาในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้อง มาตรการประหยัดไฟฟ้าและพลังงานต่างๆ สลับกับการเสนอาพความร่วมมือด้วยดีของประชาชนที่พากันเข้าคิวอย่างเป็นระเบียบเพื่อซื้ออาหาร ตุนน้ำดื่ม หรือรอโทรศัพท์ เป็นต้น

และจนล่วงเข้าวันที่ 4 ที่หลายคนเริ่มปรับสาพใจให้ชิน ยอมรับกับเหตุการณ์ได้บ้างแล้วนั่นแหละ าพข่าวจึงค่อยเปลี่ยนโทนมาเสนอเป็นาพจากคลิปวิดีโอที่ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือของผู้ประสบัยบ้าง ได้ยินเสียงผู้คนตื่นเต้นตกใจกับคลื่นที่พัดผ่านหมู่บ้าน เสียงสะอื้นไห้ของคน ทั้งที่พลัดพรากจากญาติมิตรและที่ดีใจที่ได้เจอกัน

"สื่อมวลชนญี่ปุ่นเคร่งครัดในจริยธรรมการนำเสนอข่าวและเข้าใจหน้าที่ของสื่อมวลชนอย่างดี น่านับถือมาก การเลือกนำเสนอาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยผ่านการไตร่ตรอง ไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง แต่เลือกเน้นหนักในข้อเท็จจริง ทำให้ประชาชนที่ตระหนกตกใจกับเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถเรียกสติกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว และหันมามองการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อดำเนินชีวิตต่อไป"

"ข่าวสารที่นำเสนอของญี่ปุ่นจะเน้นว่า ไม่มัวเสียเวลานั่งฟูมฟายร้องไห้กับความสูญเสียที่เรียกคืนไม่ได้ แต่ลุกขึ้นสู้กับปัญหาด้วยปัญญา ทั้งยังปลูกฝังแนวคิดให้ความร่วมมือกับส่วนรวมมากที่สุดเท่าที่แต่ละคนจะทำได้ ไม่ทำตัวเองให้เป็นปัญหากับคนอื่น และเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกันแม้ในยามวิกฤตสุดยอด เป็นสิ่งที่ฉันรู้สึกชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง"

และในช่วงเวลาลำบากของคนญี่ปุ่นแบบนี้ เธอบอกด้วยว่า แม้ว่าสถานีโทรทัศน์ต่างๆ จะนำรายการต่างๆ กลับมาฉายตามปกติสลับกับการรายงานข่าว ไม่ได้มีแต่ข่าวทั้งวันทัังคืนทุกช่องแล้ว รายการแต่ละรายการจะถูกดูแลไม่ให้มีเนื้อหาที่ขัดกับมารยาทสังคม รายการไร้สาระหรือเพลิดเพลินเกินเหตุจะถูกพิจารณาเลื่อนไปก่อน หากเป็นรายการตลกก็จะมีการออกมาแสดงความเสียใจและขออนุญาตให้ความบันเทิงกับประชาชน

"ถึงนาทีนี้แล้วคงสะท้อนให้เห็นชัดเจนล่ะว่า สื่อมวลชนที่มีคุณาพสามารถชี้นำสังคมให้ดำเนินไปในทางที่ดีได้จริงๆ" นารวีย้ำ

ด้านสุรชา บุญเปี่ยม อดีตผู้สื่อข่าวช่อง 9 อสมท เจ้าของรางวัลผู้รายงานข่าวดีเด่นโทรทัศน์ทองคำ ปี2548 จากข่าว "คลื่นยักษ์สึนามิถล่มชายฝั่งอันดามัน" กล่าวว่า การนำเสนอาพข่าวเหตุการณ์สึนามิที่พังงาขณะนั้น เสนอาพกว้างเป็นหลัก แต่จำเป็นต้องมีาพผู้เสียชีวิตจำนวนมากในช่วงวันสองวันแรก เพราะประเทศไทยไม่เคยเกิด สึนามิ ไม่มีใครทราบว่าส่งผลกระทบรุนแรงแค่ไหน ขณะที่ญี่ปุ่นนั้นเคยเกิดสึนามิมาแล้ว

"ยังไม่มีใครรู้ว่า สึนามิ คืออะไร ถ้าไม่มีาพแบบแรงๆหนักๆเลย ก็สื่อความหมายไม่ชัดเจน จำเป็นต้องเข้าไปเก็บาพความเสียหายหลังเหตุการณ์ ทำให้ต้องมีาพคนตายมากๆในวันสองวันแรก แล้วก็เลิก เพราะรู้ว่ามันอุจาด"

สุรชา บอกด้วยว่า โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับสื่อโทรทัศน์ญี่ปุ่นที่เคร่งครัดเรื่องจริยธรรมในการนำเสนอข่าวและาพข่าว แต่ต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมการรายงานข่าว และผู้ชมแต่ละประเทศแตกต่างกัน โดยเฉพาะผู้ชมข่าวในไทยส่วนใหญ่คุ้นชินและนิยมการนำเสนอข่าวแบบลงถึงพื้นที่ ต้องเห็นาพความเสียหายและผู้ประสบัยจริงๆ

"สื่อโทรทัศน์ไทยรายงานข่าว-าพให้เห็นกันจะจะ ไม่มีใครวิพากษณ์วิจารณ์ก็คงทึกทักเอาเองว่ารายงานดีแล้ว เป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกัน เพราะคนไทยคุ้นเคยกับการดูทีวีไทยแบบไทยๆที่เคยเห็น คุณาพของนักข่าววัดกันตรงจริยธรรมอย่างเดียวก็คงไม่ได้เหมือนกัน จริยธรรมในสังคมหนึ่งกับอีกสังคมหนึ่งก็มีมาตรฐานต่างกัน"

เขาเห็นว่า องค์กรสื่อมวลชนโทรทัศน์ไทยน่าจะนำประเด็นนี้มาเสวนาร่วมกับ นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง โดยเชื่อว่า จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานข่าวและสื่อมวลชนผู้ปฏิบัติงานในประเทศ

ทั้งนารวี และ สุรชา หวังว่า สิ่งที่ได้ตั้งข้อสังเกตและแลกเปลี่ยนถึงการนำเสนอข่าวเหตุการณ์ัยพิบัติครั้งนี้ของสื่อโทรทัศน์ญี่ปุ่น จะเป็นประโยชน์ไม่น้อย และอยากให้สื่อมวลชนของไทยปัจจุบันหันกลับมาทบทวนตัวเองด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก บันทึกของนารวี (สืบสุข) นาคากาวะ

ชวิดา วาทินชัย / รายงาน

มาดูน้องหมาตัวล่ะ 45,900,000 เร็วววว

22 March 2011 - 09:15 AM

Posted Image

ถึงใครจะบอกว่าเงินซื้อความรักและความสุขไม่ได้ แต่อย่างน้อยๆ เงินก็ซื้อเพื่อนที่แพงที่สุดได้ และเพื่อนที่ว่านั่นก็คือ "สุนัข" เพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์นี่เอง

เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อ เศรษฐีเหมืองถ่านหินรายหนึ่งทางาคเหนือของประเทศจีนได้ซื้อเจ้าสุนัขชื่อ Big Splash หรือชื่อาษาจีนว่า ฮง ตง (Hong Dong) ไปในราคาย่อมเยา แบบขนหน้าแข้งไม่ร่วงแค่ สิบล้านหยวน หรือประมาณ 45,900,000 บาท แค่นั้น!

เจ้า Big Splash เป็นสุนัขพันธุ์ทิเบทัน แมสทิฟตัวสีแดง (Red Tibetan Mastiff) และดูไปดูมาก็เหมาะที่จะมาอยู่กับเจ้าของมหาเศรษฐีรายนี้จริงๆ เพราะเพียงแค่น้ำหนักของเเจ้า Big Splash อย่างเดียวก็ปาไป 82 กิโลกรัมแล้ว แถมยังกินจุใช่ย่อแต่ละวันมันกินทั้งไก่ ทั้งเนื้อ ยิ่งไปกว่านี้เจ้าของยังจะต้องปรนเปรอด้วยอาหารเหลาชั้นดีทั้งหลาย ซึ่งรวมไปถึงหอยชั้นเลิศต่างๆและหอยเปาฮื้ออีกด้วย

นอกจากอาหารชั้นเลิศแล้ว น้อง Big Splash ยังต้องการบ้านของตัวเองหลังใหญ่อีกหนึ่งหลังเพราะขนาดของมันใหญ่มาก และน้ำหนักก็จะสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกจนถึงประมาณ 129 กิโลกรัมตามขนาดของอายุ

ผู้เพาะพันธุ์เจ้าสุนัขตัวนี้บอกว่า Big Splash เป็นตัวอย่างของสุนัขพันธุ์ทิเบทัน แมสทิฟอย่างดี และค่าตัวมหาศาลของมะหมาวัย 11 เดือนตัวนี้ จริงๆ แล้วก็ถือว่าเหมาะสมแบบสุดๆ เพราะกว่าจะเลี้ยงมันมาจนขายได้ขนาดนี้ก็จ่ายเงินเดือนลูกน้องไปหลายอยู่ แถมผู้เพาะพันธุ์สุนัขรายนี้ยังแนะอีกด้วยว่าหากเจ้าของสุนัขตัวเมียตัว ไหนอยากให้ Big Splash ไปผสมพันธุ์กับสุนัขของตน ให้เจ้าของปัจจุบันของ Big Splash คิดเงินเจ้าของสุนัขตัวเมียได้เลยเต็มที่ถึงครั้งละประมาณ 10,000 ปอนด์ หรือประมาณ 486,000 บาท

การที่สุนัขตัวหนึ่งมีราคาแพงหูฉี่ถึงขนาดนี้ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกอย่างหนึ่ง ว่าสุนัขพันธุ์ทิเบทัน แมสทิฟตัวสีแดงได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกสถานะของพวกรวยมหาศาลในประเทศ จีนไปแล้ว แทนที่การซื้อจิวเวลรี่ และรถยนต์ ซึ่งดูจะธรรมดาเกินไป

ยิ่งไปกว่านั้นสีแดงยังเป็นสีที่นำโชคสำหรับคนจีน และสุนัขพันธุ์ทิเบทัน แมสทิฟยังถือว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่จะคอยช่วยปัดเป่าโรคัยไข้เจ็บและ นำความปลอดัยและความมั่นคงมาให้เจ้าของ

ชาวทิเบตมีความเชื่อว่าเจ้าสุนัขพันธุ์นี้มีจิตวิญญาณของพระและชี ผู้ซึ่งจริงๆ แล้วขณะที่มีชีวิตอยู่ไม่สามารถปฏิบัติตนได้ดีเพียงพอที่จะไปเกิดเป็นมนุษย์ อีกครั้ง

ในสมัยอดีต บุคคลประวัติศาสตร์ที่เคยมีสุนัขพันธุ์นี้เป็นเจ้าของ ได้แก่ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร และ เจง กีส ข่าน

ในปัจจุบัน ที่ประเทศอังกฤษมีสุนัขพันธุ์นี้อยู่ประมาณ 300 ตัว โดยที่ลูกสุนัขแต่ละตัวราคาประมาณ 850-1,000 ปอนด์ (41,000-48,000 บาท)

ผู้เพาะพันธุ์สุนัขทิเบทัน แมสทิฟชาวอังกฤษผู้หนึ่งเล่าว่าสุนัขพันธุ์นี้คิดเองได้และสามารถมีปราสาท รับรู้อันตรายได้อย่างมีไหวพริบ อีกทั้งพวกมันยังคอยดูแลฝูงสัตว์ และยังรักเด็กอีกด้วย

เมื่อปีที่แล้ว สุนัขพันธุ์ทิเบทัน แมสทิฟก็เป็นสุนัขที่แพงที่สุดในโลก โดยที่ขายไปในราคา 915,000 ปอนด์ หรือประมาณ 44 ล้านบาท...เท่านั้น



ที่มา www.dailymail.co.uk
แปลและเรียบเรียงโดย ทิพากร ศุลักษณ์