Jump to content



GD AD AD nk

AD AD


AD AD AD AD AD AD AD AD
AD AD AD AD AD AD AD AD
AD



คุณชายเทวดา

Member Since 08 Dec 2010
Offline Last Active Oct 07 2015 07:41 PM
*----

#1927502 อ้วนจุงเบยยยนน

Posted by คุณชายเทวดา on 18 June 2013 - 08:23 PM

อยากให้คนอื่นมาเม้นแล้วบอกว่า อ้วนอะไรผอมจะตาย หุ่นดีจะตาย ไรงี้ พอนางมาอ่านนางก็ฟิน


หุ่นผอมเกินที่จะมองว่าสวย สงสารนางจัง


#1755126 จำโฆษณานี้ได้ไหม

Posted by คุณชายเทวดา on 21 April 2013 - 06:51 PM

จำโฆษณานี้ได้ไหม


https://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=MDq2wYvc1MY


5555 ตอนจบอีบอยหัวเราะเย้ยหยันแบบสะใจมากๆ

-------------------------------------


ส่วนอันนี้ไปเจอมา ...คือรวบรวมโฆษณาสมัยเก่าๆ 25 ปี up ลองดูน่าศึกษาดี


https://www.youtube.com/watch?v=xdi9u5D76aA


#1713982 สาระ///พวกไดโนเสาร์ที่มีหนามแหลมแข็งบนหลัง มันจะยิ้มกันยังไงตัวผู้จึงจะไม่ถูก...

Posted by คุณชายเทวดา on 07 April 2013 - 09:14 PM

เผย ‘กามสูตร‘ 4 ท่าเมคเลิฟไดโนเสาร์


Posted Image




นักวิทยาศาสตร์ไขปริศนาท่วงท่าร่วมรักของไดโนเสาร์ แบบจำลองคอมพิวเตอร์เผยสัตว์โลกล้านปีมี 4 สไตล์ผสมพันธุ์

ไบรอัน สวีทเท็ก ผู้เขียนหนังสือชื่อ "My Beloved Brontosaurus" ได้พยายามตอบข้อสงสัยที่มีมานาน ว่า พวกไดโนเสาร์ที่มีหนามแหลมแข็งบนหลัง ผสมพันธุ์กันได้อย่างไร ตัวผู้จึงจะไม่ถูกหนามตำ


Posted Image


@ ทฤษฎีหลักบอกว่า ไดโนเสาร์ผสมพันธุ์ด้วยท่าคร่อมหลัง


นักบรรพชีพวิทยาเชื่อกันว่า ไดโนเสาร์ตัวผู้ทุกชนิด ใช้วิธีขึ้นคร่อมหลังตัวเมีย แต่เขาแย้งว่า ไม่น่าจะใช่

อย่างน้อย สเตโกซอรัส ซึ่งมีหนามแหลมแข็งบนท่อนหาง คงไม่ได้ใช้ท่านี้ เพราะตัวเมียไม่สามารถยกหางชูขึ้นได้ เนื่องจากกระดูกโคนหางเชื่อมติดกับโครงกระดูกลำตัว แถมตัวผู้ก็มีน้ำหนักตัวถึง 25 ตัน

แล้วไดโนเสาร์บางชนิดก็มีหนามแหลมบนแนวสันหลัง ตัวผู้คงประกบหลังตัวเมียไม่ได้ เพราะติดหนามยาวๆเหล่านั้น

ไฮน์ริช มอลลิสัน แห่งพิพิทธัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในเบอร์ลิน ได้เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สร้างแบบจำลองแสดงอากัปกิริยาในการผสมพันธุ์ของไดโนเสาร์ชนิดต่างๆ



Posted Image

@ มอลลิสันเสนอทฤษฎีใหม่ อธิบาย 4 ท่าเมคเลิฟของไดโนเสาร์ชนิดต่างๆ

เขาพบว่า "ไดโนสูตร" มีด้วยกัน 4 ท่วงท่า


ท่าแรก ขึ้นคร่อมทางด้านหลัง แบบเดียวกับที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ทำกันในยุคปัจจุบัน ท่านี้เหมาะสำหรับพวกไดโนเสาร์ขนาดย่อม และไม่มีหนามแหลมบนหลัง เช่น เวโลซีแรพเตอร์

ท่าที่สอง นอนตะแคงหันข้าง เหมาะสำหรับพวกที่มีหนามบนท่อนหาง เช่น สเตโกซอรัส

ท่าที่สาม หันหลังชนกัน เหมาะสำหรับพวกมีลำคอยาว ตัวผู้สามารถเอี้ยวคอกลับไปมองเล็งเป้าได้ เช่น เคนโทรซอรัส

ท่าสุดท้าย ตัวเมียนอนหงายในท่ามิชชั่นนารี เช่น ไทรันโนซอรัส เร็กซ์

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญบางคนไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีนี้ แต่เชื่อว่า ไดโนเสาร์ทุกชนิดใช้ท่าขี่หลังทั้งนั้น ความลับก็คือ ตัวผู้ได้มีวิวัฒนาการจนมีอวัยวะสืบพันธุ์ยาวมาก

ศาสตราจารย์ จอห์น ลอง แห่งมหาวิทยาลัยฟินเดอร์ ในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย บอกว่า ไดโนเสาร์บางชนิดที่มีทั้งหนามแหลม และผิวหนังคล้ายเกราะหุ้มลำตัว เช่น แองกีโลซอรัส นั้น ตัวผู้อาจมีอวัยวะยาวถึง 6 ฟุตครึ่ง เพื่อให้เข้าถึงตัวของเพศตรงข้ามได้ โดยไม่ถูกหนามตำ

วิธีเดียวที่จะพิสูจน์ได้ว่า ทฤษฎีของใครถูกต้อง คือ ต้องเจอฟอสซิลของอวัยวะเพศของตัวผู้เป็นหลักฐานยืนยัน แต่ปัญหาก็คือ เนื้อเยื่ออ่อนมักเน่าเปื่อยไปหมด












http://men.sanook.co...คเลิฟไดโนเสาร์/


#1700656 AP ✿.。.:* MISS T-PAGEANT EARTH 2013 : Vote For Miss Popular *.:。✿

Posted by คุณชายเทวดา on 02 April 2013 - 06:55 PM

ME10


#1675457 คนเจ้าชู้ มีจิตสำนึกบ้างไหม

Posted by คุณชายเทวดา on 24 March 2013 - 08:11 PM

เป้ว่าทุกคนมีความเจ้าชู้ในตัวกันทั้งนั้น ไม่มีหรอกว่าที่จะเห็นคนที่ถูกตาแล้วไม่เกิดอารมณ์ทางเพศ
แต่ มันแล้วแต่ว่าใครจะห้ามใจได้มาก น้อย แค่ไหน คนที่ห้ามใจได้เพราะีรู้ว่าตัวเองมีแฟนแล้วน่ะถือว่าเป็นคนที่ดี



#1590155 มงกุฎ MTW2013 ปีนี้ สวยไหมคะ ??

Posted by คุณชายเทวดา on 21 February 2013 - 08:24 PM

ไม่สวย


#1151212 ลิงพันธ์ใหม่ของโลก

Posted by คุณชายเทวดา on 23 September 2012 - 08:42 PM

ลิงพันธ์ใหม่ของโลก



พบลิงสายพันธุ์ใหม่ หน้าคล้ายนกฮูก บันท้าย ถุงอัณฑะสีฟ้า


Posted Image



นักวิจัยพบลิงสายพันธุ์ใหม่ที่มีความโดดเด่นจากลิงชนิดอื่นๆคือ ใบหน้าของมันจะคล้ายกับนกฮูก ส่วนหลังบันท้ายมีสีฟ้า โดยลิงชนิดนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ The lesula อาศัยอยู่ในแถบป่าแอฟริกา กินใบไม้ ผลไม้ ดอกไม้เป็นอาหาร


Posted Image


ซึ่งหญิงสาวรายหนึ่งไปเห็นเข้าก็จับมาขังไว้ที่บ้านของผู้อำนวยการโรงเรียนประถมของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก นับว่าเป็นการค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ในแอฟริกาเป็นครั้งที่สองในรอบ 28 ปี ความแตกต่างที่มีบั้นท้าย และถุงอัณฑะสีฟ้านี้ ทำให้มันมีเอกลักษณ์ ต่างจากลิงที่เคยรู้จักมา และนักวิจัยได้เผยแพร่บทความลงในวารสาร PLoS ONE ด้วย
ทั้งนี้ ลิงเหล่านี้ที่อาศัยในแถบแอฟริการนับวันจะมีประชากรน้อยลง และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมนุษย์มักจะไล่ล่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร พวกเขาเรียกร้องให้หยุดล่าสัตว์ และคุ้มครองสัตว์ป่าในแหล่งอนุรักษ์



Posted Image



http://picpost.mthai.com/view/34867


#919953 ---->>>ตำนานแม่เล้าสำนักโสเณีสร้างวัดในสยาม

Posted by คุณชายเทวดา on 02 July 2012 - 08:56 PM

ตำนานแม่เล้าสำนักโสเณีสร้างวัดในสยาม



มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อยายคุ้นท้าวแฟง แกเป็นแม่เล้ามีรายได้มาจากการตั้งสำนักโสเณี เมื่อเก็บเงินทองได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แกจึงอยากสร้างวัดด้วยเป็นความนิยมในสมัยนั้น


" วัดคณิกาผล " อันแปลตรงตัวได้ว่า วัดที่เป็นผลได้มาจากหญิงโลมเมือง เพราะรายได้หลักของยายแฟงนั้นก็คือได้จากการเป็นแม่เล้า เจ้าโสเณี


Posted Image



ความเป็นมาของวัดคณิกาผลนี้เกิดขึ้นในสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อยายคุ้นท้าวแฟง แกเป็นแม่เล้ามีรายได้มาจากการตั้งสำนักโสเณี เมื่อเก็บเงินทองได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แกจึงอยากสร้างวัดด้วยเป็นความนิยมในสมัยนั้น เนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินนิยมสร้างวัดและโปรดผู้มีใจบุญใจกุศล เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้วจึงขอพระราชทานนามวัด ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็โปรดเกล้าฯพระราชทานนามให้ว่า “วัดคณิกาผล” แต่คนทั่วไปนิยมเรียกกันว่า “วัดใหม่ยายแฟง” ยายคุ้นท้าวแฟง ปลาบปลื้มปิติเป็นอย่างมากที่พระเจ้าแผ่นดินมีพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ จึงนิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พฺรหฺมรํสี ซึ่งเวลานั้นจัดเป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงในการเทศน์โด่งดังที่สุดในกรุงรัตนโกสินทร์ จึงถือเป็นเกียรติยศสองชั้น


Posted Image


เมื่อเจ้าประคุณสมเด็จฯมาถึง ก็เริ่มเทศน์ไปตามหลักธรรมตามความจริงว่า การที่เจ้าาพคิดทำบุญด้วยทุนรอนอันเกิดมาจากงานที่ทำอยู่นี้ ย่อมได้อานิสงส์แค่สลึงเฟื้อง โดยท่านยกอุปมาอุปมัยว่า ตากับยายฝังเงินสลึงเฟื้องไว้ที่ศิลารองหน้าบันได เงินสลึงเฟื้องนั้นได้หนีไปเข้าคลังไปติดกับเงินก้อนใหญ่ของเศรษฐี ตาจึงขุดตามรอยเงินที่หนีไปจนถึงบ้านเศรษฐี เศรษฐีเห็นเข้าจึงห้ามมิให้ขุดเข้าไป ส่วนตาก็จะขุดให้ได้ อ้างว่าจะขุดตามอ้ายน้อยไปหาอ้ายใหญ่ เศรษฐีถามว่าอ้ายน้อยคืออะไร ตาตอบว่าอ้ายน้อยคือเงินที่เทวดาให้ผมสลึงเฟื้อง เมื่อได้ยินดังนั้นเศรษฐีก็ใจชื้น เพราะเชื่อว่าอย่างไรเสียเงินในคลังของตนก็มีแต่เงินก้อนใหญ่ จึงท้าตาว่าถ้าขุดไปจนพบเงินสลึงเฟื้องไปกอดกับเงินก้อนใหญ่จริง จะทำขวัญให้ตาเป็นเงินหนักเท่าตัว ก็เลยตกลงกันตามนั้น ตาก็ขุดเรื่อย ไปจนพบเงินสลึงเฟื้องอยู่กับเงินก้อนใหญ่จริง เศรษฐีจึงยอมให้ตาปรับตามที่ตกลงกันไว้ ครั้นพอชั่งน้ำหนักตัวของตาก็พบว่าตามีน้ำหนักเพียงสลึงเฟื้องเท่าที่เทวดาให้ ตามผลบุญที่เคยทำไว้เท่านั้น ดังเช่นเจ้าของวัดนี้สร้างลงไปจนแล้วเสร็จสมความมุ่งมาตรปรารถนา แต่ฐานตั้งไม่ถูกบุญใหญ่ ผลจึงใหญ่ไปไม่ได้ คงได้สลึงเฟื้องของเศษบุญเท่านั้น



Posted Image
ยายแฟง


เล่ากันว่าในครั้งนั้นยายแฟง โกรธเจ้าประคุณสมเด็จฯจนหน้าแดง แต่จะอย่างไรก็ตาม ชื่อ”วัดคณิกาผล” มีความหมายมากกว่าที่มองในด้านลบ เหตุผลสำคัญอยู่ที่ความเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์หน้าหนึ่ง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนไทย เป็นพุทธศานิกชน ไม่ว่าจะประกอบกิจการงานใดเลี้ยงชีพทุกคนมีสิทธิอุ้มชูพระพุทธศาสนาด้วยการสร้างบุญสร้างกุศล แม้ว่ากรณีของยายคุ้นท้าวแฟง จะประกอบอาชีพกิจการนางโลมก็ตาม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มิได้ทรงถือสาเพราะเห็นว่าผู้สร้างฝักใฝ่ในธรรม ถึงกับพระราชทานชื่อให้ว่า”วัดคณิกาผล” ส่วนเศษบุญแค่สลึงเฟื้องที่เจ้าประคุณสมเด็จฯโตท่านเทศนาให้ฟัง ก็น่าจะเป็นอุทาหรณ์สอนคนรุ่นหลังให้รู้ว่าการาทำบุญย่อมมีฐานบุญเป็นที่ตั้ง หากที่มาของเงินทำบุญไม่ถูกต้องตามครรลอง บุญกุศลของผู้ทำที่หวังไว้ก็ใช่ว่าจะได้ตามนั้น ชื่อ”วัดคณิกาผล” จึงให้ความหมายทางมโนธรรมมากกว่าจะมองไปในทางตรงกันข้าม เพราะแฝงปรัชญาอันลุ่มลึกที่เชื่อได้ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยไว้อย่างสุขุมคัมีราพอยู่แล้ว...จะเปลี่ยนจะแปลงกันอย่างไร คงต้องคิดกันใหม่..ให้ดี ๆ.



#633931 ตำนานเงินถุงแดง รัชกาลที่ ๓

Posted by คุณชายเทวดา on 31 March 2012 - 10:14 PM

เงินถุงแดง มรดกจากรัชกาลที่ ๓ ที่ช่วยรักษา “เอกราช” ของชาติไว้ ในเวลาต่อมา



Posted Image



พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ทรงเป็นคนเก่งหลายด้าน จนแทบไม่น่าเชื่อว่าคนคนเดียวจะมีคุณสมบัติได้มากมายถึงขนาดนี้ แต่ก็เป็นความจริง ทรงเป็นทั้งกวี นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักการทหาร นักการศึกษา ูมิสถาปนิก อุบาสกผู้ทะนุบำรุงพุทธศาสนา ผู้อุปถัม์ศิลปะไทย และเป็นนักธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จดีเลิศ อย่างหลังสุดนี้คือ ทรงค้าสำเา ส่งของไปค้าขายกับเมืองจีนตั้งแต่ยังทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ในรัชกาลที่ ๒ ถึงขั้นร่ำรวยจนพระราชบิดาทรงเรียกว่า "เจ้าสัว"




Posted Image



สมเด็จพระนั่งเกล้าฯไม่ได้เสด็จออกไปเมืองจีนเอง แต่ทรงมอบให้ขุนนางไทยเชื้อสายจีนที่ไว้วางพระราชหฤทัย ให้จัดการบริหารงานค้าขายให้แทน ขุนนางผู้นั้นก็ได้ทำงานถวายด้วยความซื่อสัตย์ตลอดชีวิต จนบั้นปลายได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นเป็น " เจ้าพระยานิกรบดินทร์" ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ เมื่อมีพระราชบัญญัตินามสกุล ลูกหลานเจ้าพระยานิกรบดินทร์จึงได้รับพระราชทานนามสกุลว่า " กัลยาณมิตร" ด้วยเหตุที่ต้นสกุลได้รับพระกรุณายกย่องเป็น "มิตรที่ดีงาม" ในรัชกาลที่ ๓ ส่วนเงินกำไรที่สมเด็จพระนั่งเกล้าฯได้มาเป็นเงินส่วนพระองค์นี้ มิได้ทรงใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงใดๆ หรือยกให้พระราชโอรสธิดาตามพระทัยชอบทั้งที่มีสิทธิ์ทำได้ แต่ทรงนำมาใส่ถุงแดง แยกเป็นถุง ถุงละ ๑๐ ชั่ง ตีตราปิดปากถุง เก็บไว้ในหีบกำปั่นข้างห้องพระบรรทม ส่วนหนึ่งทรงเก็บไว้เพื่อสร้าง และทะนุบำรุงวัดวาอารามต่างๆ ทั้งในพระนครและายนอก อีกส่วนหนึ่งก็ทรงยกให้แผ่นดิน มีพระราชดำรัสว่า "เอาไว้ไถ่บ้านไถ่เมือง" หมายถึงว่าถ้าต้องเพลี่ยงพล้ำกับข้าศึกศัตรูแล้ว จะได้นำเงินนี้ออกมาใช้กอบกู้บ้านเมือง





Posted Image


พระราชดำรัสนี้น่าประหลาดตรงที่เมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายสิบปี จนถึง ร.ศ. ๑๑๒ ก็เกิดเป็นความจริงขึ้นมา เมื่อไทยถูกฝรั่งเศสปรับโทษเป็นเงิน ๓ ล้านบาท จนท้องพระคลังมีไม่พอ ก็ได้ ‘ เงินถุงแดง ‘ ส่วนนี้ไปสมทบ ไถ่บ้านเมืองเอาไว้ได้จริงๆ แสดงว่าเงินถุงแดงที่ทรงสะสมไว้ มีจำนวนมากมายทีเดียว

สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยบ้านเมืองยิ่งกว่าเรื่องส่วนพระองค์จวบจนวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ เมื่อประชวรหนักใกล้เสด็จสวรรคต ก็มิได้ทรงพะวงกับเรื่องอื่นนอกจากความสงบสุขของแผ่นดิน ถึงกับพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ขุนนางข้าราชบริพารที่เข้าเฝ้า ไว้เป็นครั้งสุดท้ายว่า "การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิด ควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว"
น่าประหลาดอีกเช่นกัน ทรงมีสายพระเนตรกว้างไกลในเรื่องนี้อย่างแม่นยำเช่นเดียวกับเรื่อง ‘ เงินถุงแดง ‘ เพราะถ้าเรานึกถึงปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศไทยประสบอยู่ในปัจจุบัน แม้เวลาล่วงเลยหลังจากเสด็จสวรรคตมาแล้วถึง ๑๔๙ ปี พระบรมราโชวาทเรื่องนี้ก็ยังเป็นสิ่งทันสมัย ควรแก่การนำมาทบทวนและเตือนใจคนไทยอีกครั้งหนึ่ง



#610450 โม้หรือเปล่าว่า กรุงเทพคือเวนิชตะวันออก งั้นพิสูจน์ได้จากกระทู้นี้

Posted by คุณชายเทวดา on 23 March 2012 - 07:28 PM

โม้หรือเปล่าว่า กรุงเทพคือเวนิชตะวันออก งั้นพิสูจน์ได้จากกระทู้นี้




สะพานเก่าในกรุงเทพฯ



ในอดีตนั้น กรุงเทพฯเคยได้รับฉายาว่า เวนิชตะวันออก ด้วยความที่มีแม่น้ำลำคลองจำนวนมาก ในกรุงเทพฯ เพื่อการเกษตร และการเดินทางติดต่อค้าขาย คลองบางแห่งก็ขุดขึ้นเพื่อเหตุผลในด้านความมั่นคง(าษาสมัยใหม่) ถ้าใช้ศัพท์เก่าเขาใช้ว่า “เพื่อป้องกันพระนครจากข้าศึก” แต่ต่อมาพาหนะหลักก็เปลี่ยนไป จากเรือกลายเป็นรถ ถนนจึงมีบทบาทที่สำคัญขึ้นตามลำดับ เมื่อถนนเพิ่มก็ต้องมีสะพานเพิ่มด้วย สะพานในกรุงเทพฯจึงค่อยๆพัฒนารูปแบบ และจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนมีมากมายเต็มไปหมด คลองเริ่มหมดความสำคัญลง ถนนเข้ามายึดครองพื้นที่ระบบคมนาคมส่วนใหญ่ไว้ได้ จนกระทั่งระบบคมนาคมทางเรือเกือบจะสูญพันธุ์ไป และชื่อของเวนิชตะวันออกก็เริ่มจางหายไป



Posted Image

สะพานเก่าข้ามคลองมหานาค



Posted Image

สะพานหัน ทุ่งรังสิต




Posted Image

สะพานวัดไชยทิศ ธนบุรี




Posted Image

สะพานหก ข้ามคลองหลอด




------------------------------------------------------------------------------------
เมื่อผ่านกาลเวลาเหล่านั้นมาแล้วช่วงหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงก็ยังคงมีอยู่ต่อไป สะพานที่เคยยึดครองพื้นที่ในอดีต ก็เริ่มต้องเปลี่ยนแปลงสูญหายไปบ้างเช่นกัน สะพานเล็กๆ แคบๆจะอยู่ไม่ได้ เพราะการใช้งานไม่เหมาะสม ต้องรื้อถอน ปรับขยายกันไป บางแห่งก็ทรุดโทรมไม่แข็งแรง บางแห่งก็ไม่สามารถรองรับการจราจรได้พอเพียง ต้องรื้อถอน แก้ ขยายกันไป จนปัจจุบันนี้ สะพานรุ่นเก่าก็จะเริ่มสูญพันธุ์กันไปแล้วเช่นกัน จนต้องกลับมาช่วยกันอนุรักษ์กันเอาไว้ คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเห็นสะพานเก่าๆสวยๆ ก็ต้องหาดูจากรูป จากหนังสือ



Posted Image

Posted Image

บริเวณคลองมหานาค-คลองบางลำพู ช่วงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ คาดว่าถ่ายจากูเขาทอง เห็นป้อมพระกาฬอยู่ด้านซ้าย รูปบน สะพานผ่านฟ้าฯยังคงเป็นสะพานไม้เล็กๆอยู่




Posted Image

สะพานหัน ที่สำเพ็ง รูปที่เห็นนั้นกว่า 100 ปีมาแล้ว ได้ปรับปรุงจากสะพานหันไม้เล็กๆ มาเป็นสะพานที่มีหลังคาและร้านค้าอยู่สองข้าง หันไม่ได้แล้ว รูปแบบคล้ายๆสะพานในเวนิช


สะพานรุ่นแรกๆนั้น จะเป็นเพียงสะพานคนเดินข้ามเล็กๆ ยกสูงจากระดับน้ำ เพื่อให้เรือลอดได้ หรือถ้าสูงไม่พอให้เรือลอด ก็ต้องเปิดได้เพื่อให้เรือผ่าน ไม่ว่าใหญ่ ไม่ว่าเล็ก ก่อนนี้ผมอยู่ฝั่งธนฯ ต้องนั่งรถเมล์ข้ามสะพานพุทธฯ และต้องรถติดรอสะพานเปิดอยู่บ่อยๆ สะพานเก่าๆของเราที่หาดูไม่ค่อยได้แล้วคือสะพานไม้ที่สร้างหลังคาคลุม ที่นอกจากจะเป็นทางสัญจรแล้ว ยังใช้เป็นที่พบปะ สนทนากันอีกด้วย มักมีที่นั่งอยู่สองข้าง สะพานในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นั้น เขามักจะสร้างให้หัน หก หรือรื้อถอนได้ง่าย เพื่อตัดเส้นทางในยามคับขันเมื่อเกิดศึกสงคราม สะพานหกแบบวิลันดาก็เป็นเทคโนโลยี่การสร้างสะพาน ที่เราเรียนรู้วิธีการจากตะวันตก



Posted Image

Posted Image

สะพานมัฆวานรังสรรค์




Posted Image

Posted Image

สะพานผ่านฟ้าลีลาศ


สะพานรุ่นต่อมาก็จะเป็นยุคเปลี่ยนวัสดุก่อสร้างและเทคโนโลยี่ จากไม้มาเป็นเหล็ก ในยุคนี้จะมีสะพานเหล็กที่สวยงามมากมาย เป็นสะพานที่สร้างในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ทรงสั่งทำมาจากยุโรป เป็นเหล็กหล่อ และการตั้งชื่อสะพานก็จะใช้คำว่า “เฉลิม” นำหน้า เป็นการใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์พระราชาทานให้ ดังนั้นตรงกลางสะพานทุกแห่ง จะมีแผ่นป้ายชื่อสะพาน และตราพระนามาิไธยย่อ อยู่เสมอ แต่สะพานส่วนใหญ่เล็ก แคบ และรับน้ำหนักได้จำกัดสำหรับพาหนะในยุคปัจจุบัน สะพานเหล็กจึงก็ต้องแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัยอีกเช่นกัน คงเหลือไว้แต่สะพานที่สร้างไว้ใหญ่จริงๆเท่านั้น ที่ยังคงเหลือรอดมาได้ คือสะพานที่สร้างข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหลาย





Posted Image

สะพานเฉลิมหล้า 56 หรือที่รู้จักกันนามสะพานหัวช้าง ปัจจุบันรื้อขยายใหม่ แต่เก็บหัวช้างไว้ประดับเชิงสะพานตามเดิม





Posted Image

สะพานเฉลิมสวรรค์ 58 เดิมอยู่ปลายคลองหลอดด้านทิศเหนือ มีความสวยงามมาก แต่ก็เป็นเพียงอดีตไป เมื่อได้มีการสร้างสะพานพระปิ่นเกล้าฯ



Posted Image


สะพานเจริญรัช 31 เป็นสะพานที่อยู่ตรงปากคลองตลาดติดกับโรงเรียนราชินี มีความสวยงามมากเช่นกัน ยังคงเหลือใช้งานอยู่ในสาพที่ทรุดโทรมพอสมควร


สะพานรุ่นสุดท้าย ก็เปลี่ยนเทคโนโลยี่อีกเช่นกัน เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่แข็งแรงกว่า กว้างขวางกว่า แต่ความสวยงามละเอียดอ่อนกลับลดลงไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังจัดว่าสวยงามพอสมควรจนมาถึงสมัยนี้ สะพานมีรูปแบบที่เรียบง่าย ไม่ค่อยสวยงาม(น่าเกลียด) ใช้งานได้ดีอย่างเดียวพอ


เป็นที่น่าเสียดายที่ทั้งสะพานเก่าและลำคลองของเรานั้น ต่างตกอยู่ในสาพที่ย่ำแย่ ต้องการคนช่วยกันดูแลรักษาเยียวยา ให้อยู่ในสาพที่ดีกว่าในปัจจุบัน ถ้าพูดกันเรื่องความเจริญนั้นเรายังตามฝรั่งเขาไม่ทัน แต่ด้านความเสื่อมนี่ เราแซงฝรั่งได้หลายช่วงตัว ไม่ว่าเขาจะเจริญปานใด เวนิชก็ยังคงเป็นเวนิช คลองต่างๆเขายังคงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง เมืองใหญ่ๆทั้งในยุโรป และเอเชีย ต่างรักษาคูคลองอันเป็นประวัติศาสตร์ของเมือง และของชาติไว้ได้อย่างดี



#581580 รัสเซียจับมือเกาหลีใต้ คืนชีพ แมมมอธ

Posted by คุณชายเทวดา on 14 March 2012 - 06:14 PM

รัสเซียจับมือเกาหลีใต้ คืนชีพ แมมมอธ




Posted Image




สำนักข่าวต่างรปะเทศ รายงานว่า นายวาสิลี วาสิเลียฟ รองผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์นแห่งสาธารณรัฐซาฮา เขตการปกครองพิเศษของรัสเซีย ได้เซ็นสัญญาร่วมมือกับนายฮวง วู-ซุก นักวิทยาศาสตร์เกาหลีใต้ ผู้ประสบความสำเร็จในการโคลนสุนัขตัวแรกของโลกเมื่อปี 2548 เพื่อโคลนช้างแมมอธ ที่สูญพันธุ์เมื่อ 10,000 ปีก่อน



ความร่วมมือครั้งนี้ เกิดขึ้นลังจากนักโบราณคดีค้นพบกระดูกแมมอธที่ไซบีเรียเมื่อปีก่อน ซึ่งยังอยู่ในสาพดีจนสามารถนำนิวเคลียสจากเซลล์แมมอธมาสร้างเป็นเอ็มบริโอช้างแมมมอธได้ โดยการโคลนนิ่งจะเริ่มต้นปีนี้
Mthai News





Posted Image



-------------------------------------------------------------------------------------------------


เพื่อน ๆ ที่เข้ามาอ่านแล้ว ใครมีข้อมูล หรือวิธี หรือความเห็นในความจะเป็นไปได้ หรือวิธีการอ่ะช่วยโพสหน่อยนะครับ
อยากทราบว่าเขาจะทำกันยังไง อะไรทำนองเนี้ยย



#535540 ใครเกิดเป็นผู้หญิงใน 9 ประเทศนี้นับว่าโชคร้ายมาก ลองอ่านดูนะ

Posted by คุณชายเทวดา on 25 February 2012 - 08:46 PM

9 ประเทศที่ผู้หญิงน่าสงสารที่สุดในโลก


Posted Image

1. CHAD (ชาด)






น้องๆ หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อประเทศนี้ ประเทศชาดเป็นประเทศในแอฟริกากลาง มีพื้นที่ส่วนมากเป็นทะเลทราย จึงได้ชื่อว่าเป็น "หัวใจตายของแอฟริกา" ผู้หญิงในประเทศนี้แทบไม่มีสิทธิ์ในการออกความคิดเห็นใดๆ ทั้งสิ้น และเด็กผู้หญิงส่วนมากต้องแต่งงานตั้งแต่อายุ 11-12 ปีค่ะ ..... ตอนน้องๆ อายุ 11 ขวบทำอะไรกันอยู่ ???





2. AFGHANISTAN (อัฟกานิสถาน)






ถ้าเอ่ยชื่อถึงประเทศนี้ น้องๆ คงนึกถึงาพสนามรบและความอันตราย ชีวิตของผู้หญิงในประเทศนี้ถือว่ามีคุณาพชีวิตในระดับแย่ เพราะ 90% ของผู้หญิงอัฟกานิสถานไม่รู้หนังสือ และ 85% ของผู้หญิงอัฟกานิสถานคลอดลูกในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่ในโรงพยาบาล ทำให้เด็กที่คลอดออกมามีสุขาพแข็งแรงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น




3. YEMEN (เยเมน)





เยเมนเป็นประเทศหนึ่งในเอเชียโดยอยู่ในคาบสมุทรอาหรับ ความลำบากของผู้หญิงเยเมนมักเกี่ยวข้องกับการลงมือทำร้ายร่างกายรรยาโดยสามี เพราะกฏหมายเยเมนไม่ถือว่า การที่คู่ครองฝ่ายชายลงมือทำร้ายร่างกายฝ่ายหญิงเป็นเรื่องผิดกฏหมายหรือสามารถเอาเรื่องได้ รวมถึงสามีสามารถข่มขืนรรยาได้โดยรรยาไม่มีสิทธิ์แจ้งตำรวจ และรรยาทุกคนต้องอยู่กับสามีเดิมไปตลอดชีวิต



4. DEMOCRATIC REPUBLIC OF THE CONGO (สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก)





ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นก่อนว่า หากพูดถึง "คองโก" นั้น อาจหมายความได้ถึง 2 ประเทศค่ะ คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of Congo) และ สาธารณรัฐคองโก (Republic of Congo) โดยในอดีตนั้นเคยเป็นประเทศเดียวกัน แต่ปัจจุบันแยกออกจากกันโดยมีแม่น้ำคองโกเป็นพรมแดนกั้น ส่วนประเทศที่เรากำลังพูดถึงกันก็คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ... ฟังชื่อประเทศดูประชาธิปไตยแต่จริงๆ ก็ไม่ค่อยเป็นอย่างนั้นหรอกค่ะ ผู้หญิงในประเทศนี้ต้องเสี่ยงอันตรายในการถูกลากไปข่มขืน ตามสถิติแล้ว ประเทศนี้มีประชากร 70 ล้านคน และในแต่ละวันจะมีผู้หญิงถูกข่มขืนวันละกว่า 1,100 คนค่ะ T__T สะเทือนใจกว่านี้มีอีกมั้ย




5. MALI (มาลี)





มาลีเป็นประเทศในแอฟริกาตะวันตก สิ่งที่ผู้หญิงส่วนมากในประเทศนี้ต้องเจอคือ การถูกขริบอวัยวะเพศอย่างโหดร้ายโดยไม่มีการใช้ยาชา ทำให้หลายคนเสียเลือดจนเสียชีวิตหรือมีโรคอื่นๆ ตามมา เพราะมีความเชื่อว่า หากผู้หญิงที่ไม่ได้ขริบอวัยวะเพศเกิดมีอารมณ์ทางเพศขึ้นมาก็สามารถข่มขืนผู้ชายได้ = ="





6. SOLOMON ISLANDS (หมู่เกาะโซโลมอน)






ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ได้ชื่อว่าเป็นไข่มุกแห่งแปซิฟิกเพราะมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แต่ยังไงก็ตาม ผู้หญิงในหมู่เกาะนี้ก็ถือว่าเป็นช้างเท้าหลังของผู้ชาย ถึงจะไม่มีปัญหาเรื่องการทำร้ายร่างกายอย่างโหดร้าย แต่ผู้หญิงที่นี่ไม่สามารถเข้าไปเป็นนักการเมืองในสาได้




7. NIGER (ไนเจอร์)





ไนเจอร์เป็นอีกประเทศหนึ่งในแอฟริกาตะวันตก ผู้หญิงในประเทศนี้ประสบปัญหาเช่นเดียวกับผู้หญิงในประเทศชาดคือ เด็กผู้หญิงมักถูกบังคับให้แต่งงานตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบเท่านั้น ถึงจะมีกฏหมายบังคับออกมาว่าไม่อนุญาตให้เด็กเล็กแต่งงาน แต่กลับไม่มีใครเกรงกลัวกฏหมายนี้หรือมีการบังคับใช้อย่างจริงจัง





8. PAKISTAN (ปากีสถาน)




น้องๆ ต้องรู้จักประเทศนี้กันอย่างแน่นอน เพราะอยู่แถบเอเชียใต้ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านเรามากนัก ปัญหาของผู้หญิงในประเทศนี้ก็คือ สามีสามารถข่มขืนรรยาได้โดยรรยาไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องเพราะถือไม่ใช่เรื่องผิดกฏหมาย ที่ร้ายแรงที่สุดคือ ในแต่ละปี มีคนในครอบครัวเดียวกันฆ่ากันตายมากกว่า 800 คน นอกจากนี้อัตราการทำร้ายร่างกายผู้หญิงของปากีสถานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 20% ในทุกๆ ปี




9. ETHIOPIA (เอธิโอเปีย)






การแต่งงานตั้งแต่วัยเด็กในาวะที่ไม่พร้อม ทำให้ผู้หญิงเอธิโอเปียจำนวนมากต้องตัดสินใจทำแท้ง แต่ด้วยสาพประเทศที่มีาวะอดอยากและมีระบบสาธารณสุขย่ำแย่ ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากเสียชีวิตจากการทำแท้ง หรือหากไม่เสียชีวิต ก็มักติดเชื้อและเกิดโรคอื่นแทรกซ้อนตามมาายหลัง



#519644 ด้วยความลำลึกถึง....เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน ร.5

Posted by คุณชายเทวดา on 19 February 2012 - 03:14 PM

ลำลึกถึง....เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน ร.5



ทรงมีพระโฉมงดงามเป็นสง่า และทรงด้วยพระสติปัญญารอบรู้


Posted Image




-----------------------------------------------




สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ประชวรด้วยพระโรคไข้รากสาดน้อย เสด็จสวรรคตเมื่อวันศุกร์ เดือน 2 ขึ้น 9 ค่ำ ปีมะเมียฉศก จ.ศ. 1256 ตรงกับวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2437 ขณะทรงมีพระชนมายุ 16 พรรษา 6 เดือน กับ 7 วัน



สมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดี เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 7 แรม 12 ค่ำ ปีขาล สัมฤทธิศก จ.ศ. 1250 ตรงกับวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2421




Posted Image


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ขึ้นเป็น สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2429 มีพระนามตามจารึกสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ อดิศวรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรสมมติเทพยวรางกูร บรมมกุฎนเรนทรสูริย์ขัตติยสันตติวงศ์ อุกฤษฐพงศ์วโรโตสุชาต ธัญญลักษณวิลาสวิบุลยสวัสดิ์สิริวัฒนราชกุมาร มุสิกนาม [1]






Posted Image




นับเป็นครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมาร เป็นตำแหน่งรัชทายาท

แทนตำแหน่งพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ วังหน้า ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา



สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ประชวรด้วยพระโรคไข้รากสาดน้อย เสด็จสวรรคตเมื่อวันศุกร์ เดือน 2 ขึ้น 9 ค่ำ ปีมะเมียฉศก จ.ศ. 1256 ตรงกับวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2437 ขณะทรงมีพระชนมายุ 16 พรรษา 6 เดือน กับ 7 วัน[2] ปัจจุบันมีพระรูปครึ่งพระองค์ประดิษฐาน ณ โรงเรียนหอวัง





Posted Image




Posted Image




Posted Image







-------------------------------------------------------------------------

ท่านทรงบันทึกไดอารี่ด้วยนะครับ บันทึกเป็นกิจวัตรประจำวันเลย ถ้ากระทู้มีัคนสนใจเยอะ เป้จะหามาให้อ่านนะครับ
แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ท่านล่วงลับไปเร็วมาก ๆ แค่ 16 ปีเองเท่านั้น

คงเหลือแต่าพถ่ายทีั่ทรงงดงามและสง่ามาก ๆ ครับ




#517585 ประวัติคฤหาสน์สังคหะวังตาล (บ้านท่านจ้าวสัวในมงกุฏดอกส้ม)

Posted by คุณชายเทวดา on 18 February 2012 - 06:55 PM

ประวัติคฤหาสน์สังคหะวังตาล (บ้านท่านจ้าวสัวในมงกุฏดอกส้ม)



Posted Image



ละครมงกุฏดอกส้ม ที่ออกอากาศทางช่อง 3 หลายคนคงจะสงสัยว่าเป็นบ้านหลังเดิมที่เคยถ่ายทำเรื่อง มงกุฏดอกส้ม เมื่อครั้งที่ ออกอากาศทางช่อง 7 สี(2539) เมื่อหลายปีก่อนหรือไม่ ใช่แล้วครับ… และไม่เพียงเท่านั้นอีกหลายเรื่อง เช่น




”ลอดลายมังกร” “คู่กรรม” “สี่แผ่นดิน” ฯลฯ ด้วยศิลปะที่เก่าแก่และสวยงามสมัยรัชกาลที่ 6 จึงเป็นที่ดึงดูดแก่บรรดาผู้สร้างหนังและละครหลายเรื่อง ไม่เพียงเท่านั้นแม้แต่ตึก บ้านเรือนแถวตลาดบ้านโป่งที่สร้างในสมัยเก่าก็เป็นฉากหนัง ละคร มิวสิววิดิโอ หลายเรื่องนับไม่ถ้วน แต่ปัจจุบันบ้านเรือนหลายหลังได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยตามกาลเวลา





---------------------------------------------------



มื่อเอ่ยถึงชื่อ ” นายกิมเลี้ยง วังตาล ” หลายคนอาจไม่รู้จักหรือทำท่างงๆ แต่ก็พอจะคุ้นเคยกับนามสกุลวังตาล ตระกูลคหบดีเก่าแก่ในบ้านโป่ง แต่ถ้าเอ่ยถึงชื่อ ” หลวงสิทธิเทพการ ” คนบ้านโป่งรุ่นเก่าๆ ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปหลายคน ต้องรู้จักชื่อนี้เป็นอย่างดี “หลวงสิทธิเทพการ” คหบดีที่มีชื่อเสียงของชาวบ้านโป่ง ท่านเกิดที่ตำบลดอนกระเบื้อง พอโตขึ้นเป็นวัยหนุ่มด้วยที่เป็นลูกคนจีน ชอบค้าขายได้มาปักหลักทำการค้าที่บ้านบางตาล ก่อร่างสร้างตัวจนมีฐานะดี ก็ขยายกิจการมาที่ตลาดบ้านโป่ง โดยทำกิจการโรงเลื่อย โรงน้ำแข็ง (ตั้งอยู่ใกล้ๆกับโรงเรียนดุสิตวิทยา) ปัจจุบันได้เลิกกิจการไปหมดแล้ว เมื่อมีฐานะร่ำรวยจึงถือครองกรรมสิทธิที่ดินมากมายในจังหวัดราชบุรี และจังหวัดใกล้เคียง โดยเฉพาะที่อำเอบ้านโป่ง ต่อมาท่านก็ได้ย้ายมาอาศัยที่บ้านโป่ง ประมาณปี พ.ศ.2470 โดยปลูกคฤหาสน์ ” บ้านสังคหะวังตาล ” หลังใหญ่ริมทางรถไฟ สมัยก่อนนั้นจะมีช้างลากซุง มีคลองเชื่อมต่อกับแม่น้ำแม่กลอง ผ่านข้างบ้านหลวงสิทธิฯ หน้าบ้านจะมีสะพานเล็กๆเรียกว่าสะพานหลวงสิทธิฯ ซึ่งได้ขยายให้กว้างขึ้น ปัจจุบันสะพานนี้ก็ยังอยู่หน้าบ้านหลวงสิทธิ ช่วงฤดูน้ำขึ้น น้ำจะไหลหลากเอ่อล้นเข้ามาในคลอง ไหลออกไปตามคลองข้างทางรถไฟ ผ่านหน้าวัดนักบุญยอแซฟ โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย ไปจนถึงคลองบางตาล ส่วนอีกทางก็ไหลไปออกทุ่งนาซึ่งอยู่ด้านหลังบ้านหลวงสิทธิฯ สาพทุ่งนาในบ้านโป่งปัจจุบันหาดูได้ยาก ถ้ามีก็อยู่ไกลตัวเมืองออกไป ช่วงเวลาน้ำมามาก ชาวบ้านซึ่งอยู่บริเวณนั้นจะนำยอมาดักจับปลากัน ส่วนสะพานหลวงสิทธิฯจะมีลูกเล็กเด็กแดง กระโจนน้ำเล่นเป็นที่สนุกสนาน เราไม่มีโอกาสได้เห็นาพที่น่ารักแบบนี้อีกแล้ว ปัจจุบันคลองข้างทางรถไฟผ่านวัดนักบุญยอแซฟ โรงเรียนสารสิทธิ์ โดนถมหมดแล้ว ไม่เหลือความเป็นคลองให้เห็น






“บ้านสังคหะวังตาล” หรือ “บ้านหลวงสิทธิ์” เป็นอาคารเก่าแก่ที่สวยงาม สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 จนเป็นที่หมายตาของบรรดาผู้สร้างละคร และาพยนตร์ และได้ยกกองถ่ายมาถ่ายทำหลายเรื่อง ที่ดังมากที่สุดคือเรื่อง “ลอดลายมังกร” จากนั้นก็มีเรื่อง “คู่กรรม” และล่าสุดเรื่อง “สี่แผ่นดิน”






“นายกิมเลี้ยง วังตาล” หรือ “หลวงสิทธิเทพการ” ท่านได้บรรดาศักดิ์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จซ้อมรบในกิจการเสือป่าที่ค่ายหลวงบ้านโป่งหลายครั้ง จำเป็นต้องสร้างค่ายซ้อมรบ และต้องอาศัยผู้คนจำนวนมากในการสร้างค่ายซ้อมรบให้ทันเวลาที่กำหนด หลวงสิทธิฯ ท่านสามารถเกณฑ์คนงานสร้างค่ายได้ทันกำหนดเวลา จึงได้รับความดีความชอบ โปรดเกล้าฯพระราชทานบรรดาศักดิ์พร้อมกระบี่ เป็น “หลวงสิทธิเทพการ”
หลวงสิทธิฯมีบุตรและธิดาหลายคน บุตรชายของท่านคนหนึ่งชื่อ คุณวินิจ วังตาล เป็นส.ส.จังหวัดราชบุรี คนแรกที่เป็นชาวบ้านโป่ง เมื่อหลวงสิทธิฯเสียชีวิตลง ได้จัดงานตั้งศพไว้ที่บ้านมีผู้คนมาร่วมงานสวดศพมากมาย ทำพิธีแบบคาทอลิก เนื่องจากท่านเป็นคริสตังโดยกำเนิด วันที่เคลื่อนศพไปบรรจุยังสุสานวัดดอนกระเบื้อง ผู้คนจากทั่วสารทิศไปร่วมงานมาก จนรถหัวขบวนอยู่ที่วัดดอนกระเบื้องแล้ว ท้ายขบวนยังอยู่ที่ตลาดบ้านโป่งอยู่เลย เมื่อเสร็จพิธีแล้วมีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีน สำหรับผู้ที่มาร่วมพิธีหลายร้อยโต๊ะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเป็นงานศพเจ้าแรกหรือเปล่าในขณะนั้นที่มีการเลี้ยงโต๊ะจีนเป็นจำนวนมากเช่นนี้ คือเมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว คงเหลือแต่ความทรงจำสำหรับผู้ที่ไปร่วมงานในวันนั้นและนำมาเล่าสู่ให้ลูกหลานได้ฟังกัน



Posted Image




----------------------------------------------------------------


คือบ้านหลังนี้เป้อยากรู้มากๆ ว่าเป็นบ้านของใคร สร้างตอนไหน และมีอายุกี่ปี เพราะเห็นในละคร หลายเรื่อง ๆ วันนี้เลยเอาประวัติมาฝากเพื่อน ๆ ชาวทีเฟรนกันนะครับ




#517275 พันปีที่แล้ว กรุงเทพ และ 6 จังหวัดาคกลางอยู่ใต้ทะเลมาก่อน ดังนั้นก็ต้องกลับ...

Posted by คุณชายเทวดา on 18 February 2012 - 03:56 PM

เมื่อพันปีที่แล้ว กรุงเทพ และ 6 จังหวัดาคกลางเคยอยู่ใต้ทะเลมาก่อน

ดังนั้นก็ต้องกลับไปเป็นทะเลอีกเช่นเคย





เชื่อหรือไม่ เมื่อ 1,000 ปีก่อน กรุงเทพ อยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เคยจมอยู่ใต้ทะเลมาก่อน




---------------------------------------------------------






Posted Image

เมื่อ 1000 ปีก่อน โลกอยู่ในช่วงอบอุ่นมากช่วงหนึ่ง ทำให้น้ำแข็งจำนวนมาก ละลายออกจากขั้วโลก แม้แต่เกาะกรีนแลนด์แดนน้ำแข็งทุกวันนี้ ในขณะนั้นก็กลายเป็นเขตอบอุ่นจนชาวไวกิ้งเข้าไปตั้งรกรากทำการเกษตรปลูกพืชเมืองร้อนได้ เราเรียกช่วงเวลาที่โลกร้อนในช่วงนี้ ว่าช่วง Medieval Warm Period ผลจากการละลายของน้ำแข็งในช่วงนี้ ทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นสูง และนั่นคือเหตุผลของการที่หลายจังหวัดในาคกลางตอนล่างของไทย (ขณะนั้นยังไม่มีเมืองไทยปรากฏขึ้นบนโลก) จมอยู่ใต้ระดับน้ำทะเล



Posted Image

าพแผนที่อ่าวไทยโบราณ แบบที่ 1



ช่วงที่โลกร้อนในสมัย Medieval Warm Period ตรงกับสมัยทวารวดี นั่นคือก่อนจะมีการก่อตั้งกรุงสุโขทัยนั่นเอง ทะเลอ่าวไทยยุคนั้น มีขอบเขตกว้างขวางกว่าปัจจุบันมาก ดังนี้

ทิศเหนือ ทะเลสูงขึ้นไปถึงบริเวณ จ.ลพบุรี หรือเหนือขึ้นไปอีก
ทิศตะวันตก ทะเลเว้าเข้าไปถึงบริเวณ อ.เมือง และ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ต่ำลงมาที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ต่ำลงมาที่ อ.เมือง จ.ราชบุรี และต่ำลงมาที่ อ.เมือง จ.เพชรบุรี
ทิศตะวันออก ทะเลเว้าเข้าไปถึงบริเวณ จ.สระบุรี จ.นครนายก จ.ปราจีนบุรี และเว้าไปถึง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี






Posted Image

าพแผนที่อ่าวไทยโบราณ แบบที่ 2


และแม่น้ำสายสำคัญๆ ที่เรารู้จัก ก็มีขนาดสั้นกว่าปัจจุบันมาก ปากแม่น้ำหลายสาย จะมีตำแหน่งไหลลงทะเลสั้นกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ โดย

ปากน้ำเจ้าพระยา อยู่บริเวณ จ.นครสวรรค์-ชัยนาท
ปากน้ำแม่กลอง อยู่ทาง จ.นครปฐม (แม่น้ำท่าจีนยังไม่มี)
ปากน้ำบางปะกง อยู่ทาง จ.นครนายก-ปราจีนบุรี
ปากน้ำป่าสัก อยู่ทาง จ.ลพบุรี เป็นต้น



Posted Image

าพถ่ายทางอากาศ (จำลอง) ทะเลอ่าวไทยเมื่อหลายพันปีก่อน


ต่อมาโลกเริ่มเย็นลงจนเข้าสู่ช่วงยุคน้ำแข็งย่อย หรือ Little Ice Age น้ำทะเลเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งตามขั้วโลก กรีนแลนด์หมดสาพอบอุ่น และกลายเป็นเกาะน้ำแข็ง ชาวไวกิ้งทิ้งถิ่นฐานออกมา ระดับน้ำทะเลทั่งโลกเริ่มลดลง ประกอบกับการทับถมของตะกอนแม่น้ำหลายร้อยปี ทำให้จังหวัดต่างๆในาคกลางตอนล่างปัจจุบัน เริ่มโผล่ขึ้นเหนือระดับน้ำทะเล ตรงกับยุคกรุงสุโขทัย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรไทย (สมัยราชวงศ์ซ้องของจีน)

ต่อมาหลัง พ.ศ.1600 มีบ้านเมืองและรัฐรุ่นใหม่เติบโตขึ้นโดยรอบอ่าวไทย โดยเฉพาะบริเวณที่ราบลุ่มดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น รัฐอโยธยาศรีรามเทพ (ที่ต่อมาเป็นกรุงศรีอยุธยา) ซึ่งตั้งอยู่ตอนบนของอ่าวไทยเหนือกรุงเทพฯ ขึ้นไป และทางน้ำกว้างใหญ่ผ่านบริเวณกรุงเทพฯ (ที่ต่อไปอีกนานมากจะได้ชื่อว่าเจ้าพระยา) ไหลคดเคี้ยวเป็นรูปโค้งเกือกม้า (Oxbow Lake) นับเป็นแม่น้ำเก่าแก่ดั้งเดิมของกรุงเทพฯ

มีคนพื้นเมืองตั้งหลักแหล่งบ้านเรือนอยู่ที่ดอนชายเลนบ้างแล้ว เช่น พวกพูดาษาตระกูลมาเลย์-จาม กับชวา-มลายู จนถึงตระกูลมอญ-เขมร กับลาว-ไทย

ในปัจจุบัน โลกกลับเข้าสู่ช่วงอบอุ่นอีกครั้ง และความร้อนพุ่งทะยานเร็วขึ้นจากสาพเรือนกระจกที่เกิดจากแก้สต่างๆเช่นมีเทน ไอน้ำ คาร์บอนในรูปแบบต่างๆ ทำให้เกิดการละลายของน้ำแข็งจากขั้วโลกและธารน้ำแข็งหรือหิ้งน้ำแข็ง รวมทั้งยอดเขาน้ำแข็งต่างๆอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในอัตรา 3.2 ± 0.4 มิลลิเมตร/ปี





Posted Image


จากสาพการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลในลักษณะนี้ จึงหลีกเลี่ยงได้ยาก ที่วัฏจักรเดิมจะกลับมาอีกครั้ง นั่นคือการกลับลงสู่ใต้ทะเลของหลายเมืองริมชายฝั่งทั่วโลก รวมทั้งาคกลางตอนล่างของไทย เช่นที่บ้านขุนสมุทรจีน สมุทรปราการ ซึ่งจมลงทะเลไปแล้วทั้งหมู่บ้าน โดยมีการใช้คำว่าาการกัดเซาะชายฝั่ง เพื่อเรียกัยพิบัติชนิดนี้ โดยเฉลี่ยแล้ว อัตราการกัดเซาะรุนแรงในอ่าวไทย คือเฉลี่ยมากกว่า 5.0 เมตรต่อปี (ถือเป็นพื้นที่วิกฤติหรือพื้นที่เร่งด่วน) เกิดขึ้นในพื้นที่ชายฝั่งระยะทางรวม 180.9 กิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 10.9 ของแนวชายฝั่ง ทั้งนี้ชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่ปากแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา จนถึงปากแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร เป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวและเกิดการกัดเซาะที่รุนแรงที่สุด โดยบางพื้นที่มีอัตราการกัดเซาะชายฝั่งมากกว่า 25 เมตรต่อปี

โดยเฉพาะตัวเมืองกรุงเทพมหานคร การศึกษาพบว่า มีการจมลงของตัวเมืองเร็วกว่าปกติอีกด้วย เนื่องจากมีการสูบน้ำใต้ดินจำนวนมหาศาลออกมาเพื่อใช้งานในช่วงหลายสิบปีที่่ผ่านมา เมื่อไม่มีแรงดันน้ำใต้ดิน น้ำหนักตัวเมืองที่มีอาคารสิ่งก่อสร้างมากมายมหาศาล ก็กดทับลงประกอบกับตามที่เราทราบมาข้างต้นว่าใต้กรุงเทพเคยเป็นทะเลโคลนตมมาก่อน ยิ่งทำให้อัตราการจมลงของตัวเมืองหลวงแห่งนี้มีมากขึ้นทุกที จากการศึกษาพบว่า ายในปี 2015 กรุงเทพมหานครจะเริ่มประสบปัญหาน้ำทะเลสูงจนรับมือไม่ไหว ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องรีบวางแผนหาทางแก้ไขโดยเร็วตั้งแต่วันนี้




http://paipibat.com/?p=3493