Jump to content



GD AD AD nk

AD AD


AD AD AD AD AD AD AD AD
AD AD AD AD AD AD AD AD
AD



Photo

ตุ้ย ธีรภัทร วินัย ไกรบุตร มอส เดอะเฟส ทำไมผู้ชายหน้าไทยแบบนี้ถึง..


  • Please log in to reply
52 replies to this topic

#26 ^น้องหมาป่า^

^น้องหมาป่า^

    Miss World

  • VIP
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 29,015 posts

Posted 11 August 2017 - 03:50 PM

เค้าคือผัวของดินั้นเองค่ะ เรา ยสตน กันทุกคืน เค้าคือพ่อของลูกดิชั้นเองค่ะ

 

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkvaHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkvaHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkv



#27 celeb in paris

celeb in paris

    Thai Super Model

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 4,591 posts

Posted 11 August 2017 - 03:51 PM

ตอบดีมากๆค่ะ ตอบแบบคนมีการศึกษาได้อ่านกระทู้จริงๆ ให้เกียรติกระทู้คนอื่น

ขอบคุณน๊าพี่หมาป่า รัก

เค้าคือผัวของดินั้นเองค่ะ เรา ยสตน กันทุกคืน เค้าคือพ่อของลูกดิชั้นเองค่ะ

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkvaHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkvaHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkv



#28 Kaewwongwan

Kaewwongwan

    Miss Thailand Tourism Queen International

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 1,538 posts

Posted 11 August 2017 - 04:20 PM

นี่กระทู้หรือสเตตัสเฟสบุคคะ? 😏

#29 ข้าวกล้องงอก

ข้าวกล้องงอก

    Miss Earth Fire

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 22,197 posts
  • Locationบนรอยกระเพื่อมของผิวน้ำ

Posted 11 August 2017 - 05:01 PM

เข้ามานั่งเล่น แอบขำ
happy together - Let us not take this planet for granted. I do not take tonight for granted. tumblr_nbjbilwGPF1rmwsrbo8_r1_500.gif

#30 Exam

Exam

    Miss Thailand World

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 8,124 posts

Posted 11 August 2017 - 05:50 PM

พระเอก ช่อง7 มีโปรเจคอะไรกัน คุณกวินเน็ธ

ที่ถอดเสื้อกัน

เห็นแล้วคันมากกก

พระเอกใหม่หลายคนอยุ๋นะ

ใครๆ ก็เป็น MU ได้

 

151227033428.jpg


#31 pop007✌

pop007✌

    Miss Intercontinental

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 18,644 posts

Posted 11 August 2017 - 06:31 PM

อยากใส่ชุดหน้ากากจากัวร์ พร้อมส้นสูงสีแดงจังข่ะ

jak004.jpg


      00000000000000000000000000.jpg00000000000000000000000000.jpg

giphy.gifgiphy.gifgiphy.gif                                      


#32 pao

pao

    Miss Thailand Intercontinental

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 2,643 posts

Posted 11 August 2017 - 06:33 PM

22a46eeaf1a839593beadbdf93d0a038.jpg
ชอบชุดราตรีพรีลิมป้าหมอนจัง


ผมว่าชุดป้าหมอน ปีนั้น ทั้งชุดวันพรีลิม ชุดวันจริง ดูเหมือนให้สวยตอนถ่ายรูปเท่านั้น แต่ตอนเดินมันแข็งๆ เหมือนอะไรก็ไม่รู้ ยิ่งชุดวันพรีลิม บอกเลย พังมาก ไม่มีความอ้อนช้อย น่าสวมใส่เลย เอาจริงๆนะ ถ้าใส่ชะฎา ทาหน้าขาว ปากสีดอกบานเย็นนี้คือ ลิเก เงินล้านนี้เอง

#33 หมูส้ม

หมูส้ม

    MISS T-PAGEANT QUEEN 2012

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 22,717 posts
  • LocationBangkok Thailand

Posted 11 August 2017 - 06:50 PM

เค้าคือผัวของดินั้นเองค่ะ เรา ยสตน กันทุกคืน เค้าคือพ่อของลูกดิชั้นเองค่ะ

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkvaHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkvaHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkv

มีเสน่ห์มากกกกกกกกกกกกก หล่อด้วย

Sent from my VIE-L29 using Tapatalk

MISS MARDOO SOUTH AFRICA 2017. MISS T-INTERCONTINENTAL 2017. MISS EARTH AIR T-PAGEANT 2017.

 

18096143_1264750813640226_20813962990216

 

 

รักในการประกวดนางงาม อยากประกวดนางงามเสมือนจริง มาเป็นส่วนหนึ่งกับเราสิครับ ห้องกิจกรรมนางงามบอร์ด คลิกเลย!

 

http://www.t-pageant...-scala-theatre/


#34 เจ้านางฟ้าเองค่ะ

เจ้านางฟ้าเองค่ะ

    2nd runner up Miss Supranational

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 16,058 posts

Posted 11 August 2017 - 07:07 PM

เค้าคือผัวของดินั้นเองค่ะ เรา ยสตน กันทุกคืน เค้าคือพ่อของลูกดิชั้นเองค่ะ

 

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkvaHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkvaHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkv

เห็นแล้วอยากเปย์เดือนละ 9 แสน



#35 นางฟ้ารักมาเฟีย

นางฟ้ารักมาเฟีย

    Miss Thailand Earth

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 10,846 posts

Posted 11 August 2017 - 11:10 PM

คันดีค่ะ


Sent from my iPhone using Tapatalk

...STAND BY ME...


#36 ปุรามณี

ปุรามณี

    Miss Earth Water

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 22,558 posts

Posted 11 August 2017 - 11:46 PM

1407940459-2181275124-o.jpg

 

 

 

 

218127-51243fbe99552.jpg

 

218127-51243fcb59db4.jpg

 

 

 

 

น้ำใสจัง ทะเลที่ไหน



#37 โหน่งศรี ณ วารินซิตี้

โหน่งศรี ณ วารินซิตี้

    Thai Super Model

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 4,446 posts

Posted 12 August 2017 - 07:05 AM

1407940459-2181275124-o.jpg

 

 

 

 

218127-51243fbe99552.jpg

 

218127-51243fcb59db4.jpg

 

 

 

 

น้ำใสจัง ทะเลที่ไหน

ต้องอย่างนี้สิคะ ดูไว้ค่ะ ต้องมีภาพประกอบด้วย


เค้าคือผัวของดินั้นเองค่ะ เรา ยสตน กันทุกคืน เค้าคือพ่อของลูกดิชั้นเองค่ะ

 

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkvaHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkvaHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkv

นี่ก็ดีงาม เสียแต่มโนไปนิสๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆนุง 



#38 ไออาคอส back up เดมี่ MU2017

ไออาคอส back up เดมี่ MU2017

    รองอันดับ1 นางสาวเชียงใหม่

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 1,289 posts

Posted 12 August 2017 - 11:38 AM

งง



#39 เพลง

เพลง

    Alicia Celebrity

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 8,325 posts

Posted 12 August 2017 - 02:07 PM

การศึกษาวิวัฒนาการสังคม ระบบเศรษฐกิจ การเมือง การปกครองของประเทศไทยและของสังคมโลก การจัดระเบียบโลกในด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและการปกครอง ตลอดจนถึงการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจ การเมืองและการปกครองของประเทศไทย เพื่อการปรับตัวเข้ากับการจัดระเบียบของสังคมโลก

เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในวิวัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของโลกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จนสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ได้ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและการปกครองของสังคมโลกทั้งในอดีต ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตได้ และเพื่อให้สามารถนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพสังคม เศรษฐกิจการเมืองและการปกครองของสังคมไทยและโลก ไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้

 

 การศึกษาวิวัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครองของสังคมโลก จะต้องเริ่มศึกษาตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นในโลก โดยอาศัยจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาทิ เครื่องมือ เครื่องใช้ โบราณสถาน โบราณวัตถุ และหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ถูกค้นพบ ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจถึงรูปแบบการดำเนินชีวิต กฎระเบียบ ความเชื่อ ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ดังกล่าว ทำให้นักประวัติศาสตร์แบ่งยุคสมัยเหตุการณ์ในอดีตออกเป็นสมัยก่อนประวัติศาสตร์ คือ ยุคสมัยที่มนุษย์อยู่ตามธรรมชาติ ยังไม่รู้จักการใช้ตัวอักษร สามารถแบ่งยุคสมัยตามเครื่องมือ เครื่องใช้ คือ ยุคหินและยุคโลหะ ต่อมาเมื่อมนุษย์รู้จักการใช้ตัวอักษร ถูกกำหนดให้เป็นสมัยประวัติศาสตร์ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 5,000 ปีล่วงมาแล้ว จากหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรทำให้เราได้ทฤษฎีวิวัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครองของสังคมโลกได้ชัดเจนมากขึ้น หากพิจารณาในภาพรวมแล้วพอที่จะศึกษาถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ด้านต่าง ๆ ได้ดังนี้

 

 

วิวัฒนาการทางสังคมของโลก

สังคมมนุษย์ในยุคแรกๆ ต้องพึ่งพิงธรรมชาติและดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดใช้ชีวิตเร่ร่อนหาอาหารไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งต่อมารู้จักการผลิตอาหารและตั้งหลักแหล่งอยู่ประจำที่ วิถีชีวิตความเป็นอยู่และกิจกรรมของมนุษย์ก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในทุก ๆ ด้าน เมื่อมนุษย์ตั้งหลักแหล่งอยู่ประจำที่ มนุษย์ก็พยายามคิดหาวิธีที่จะทำให้ตนเองอยู่ดีกินดี มีความปลอดภัย ชุมชนมีขนาดใหญ่ขึ้น กลายเป็นหมู่บ้าน เมือง รัฐ ตามที่ราบลุ่มที่อุดมสมบูรณ์ ความพยายามของมนุษย์ในการที่จะเอาชนะธรรมชาติทำให้มนุษย์สร้างสรรความเจริญด้านต่างๆก้าวหน้ามาเรื่อยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนี้

1. สภาพสังคมมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์

นับเป็นเวลาหลายแสนปีแล้วที่มนุษย์ได้จับกลุ่มกระทำการเพื่อประโยชน์ร่วมกันบางอย่าง สังคมมนุษย์ในยุคแรก ๆ ยังเป็นสังคมของชนกลุ่มเล็กๆที่เร่ร่อนไปตามแหล่งอาหาร การคบหาสมาคมระหว่างกลุ่มยังจำกัด (ปริญญา เวสารัชธ์. 2535:18) นักสังคมวิทยาเรียกสังคมมนุษย์ยุคนี้ว่า มนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์

สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (Pre-historic World) เริ่มตั้งแต่การปรากฏตัวเป็นครั้งแรกของมนุษย์ จนถึงยุคก่อนที่จะมีการใช้ตัวอักษร สังคมในยุคนี้ถูกเรียกว่า สังคมดั้งเดิม (Primitive Society) ผู้คนในสมัยนี้จะมีประวัติความเป็นมาร่วมกันเป็นเผ่าพันธุ์หรือชาติวงศ์เดียวกัน มีภาษาพูดและวัฒนธรรมรูปแบบเดียวกัน มนุษย์ในสมัยนี้มีชีวิตแบบคนเถื่อนพึ่งพาธรรมชาติ นักโบราณคดีแบ่งสมัยก่อนประวัติศาสตร์ออกเป็นยุคหินและยุคโลหะ โดยยุคหินแบ่งได้เป็น ยุคหินเก่า (Old Stone Age) ยุคหินใหม่ (New Stone Age) และยุคโลหะแบ่งออกเป็น ยุคทองแดง (Copper Age) ยุคสำริด (Bronze Age) และยุคเหล็ก (Iron Age)

1.1 สังคมมนุษย์ยุคหินเก่า

ยุคหินเก่าแบ่งเป็นยุคย่อยๆได้ 3 ระยะ ได้แก่ยุคหินเก่าตอนต้น ยุคหินเก่าตอนกลางและยุคหินเก่าตอนปลาย คนในยุคหินเก่าดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และเสาะแสวงหาพืชผักผลไม้กินเป็นอาหาร มีการพึ่งพาอาศัยธรรมชาติและสภาวะแวดล้อมอย่างเต็มที่ กล่าวคือ เมื่อฝูงสัตว์ที่ล่าเป็นอาหารหมดลง ก็ต้องอพยพย้ายถิ่นติดตามฝูงสัตว์ไปเรื่อยๆ การที่มนุษย์จำเป็นต้องแสวงหาถิ่นที่อยู่ใหม่เพราะต้องล่าสัตว์ดังกล่าว อาจทำให้คนต้องปรับพฤติกรรมการบริโภคไปในตัวด้วย เนื่องจากชีวิตส่วนใหญ่ของคนในยุคหินเก่าต้องอยู่กับการแสวงหาอาหาร และการป้องกันตัวจากสัตว์ร้ายและภัยธรรมชาติ รวมถึงการต่อสู้ในหมู่พวกเดียวกันเพื่อการอยู่รอด จึงทำให้ต้องพัฒนาเกี่ยวกับเครื่องมือล่าสัตว์ โดยการพัฒนาอาวุธที่ทำด้วยหินสำหรับตัด ขูดหรือสับ เช่น หอก มีด และเข็ม เป็นต้น

ระบบความสัมพันธ์ทางสังคมพบว่า คนในยุคหินเก่าเริ่มอยู่กันเป็นครอบครัวแล้ว แต่ยังไม่มีการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนอย่างแท้จริง เพราะวิถีชีวิตแบบเร่ร่อน ไม่เอื้ออำนวยให้มีการตั้งหลักแหล่งถาวร ขณะเดียวกันองค์กรทางการเมืองการปกครองก็ยังไม่เกิดขึ้น สังคมจึงมีสภาพเป็นอนาธิปัตย์คือไม่มีผู้เป็นใหญ่แน่นอน ผู้ที่มีอำนาจมักเป็นผู้ที่มีความแข็งแรงเหนือผู้อื่น

นอกจากนี้ยังพบว่า คนในยุคนี้เริ่มรู้จักแสดงความรู้สึกออกมาในรูปของศิลปะบ้างแล้ว ศิลปะที่สำคัญได้แก่รูปเขียนกระทิงเรียงกันเป็นขบวน ขุดค้นพบภายในถ้ำอัลตะมิระ(Altamira) ทางตอนใต้ของสเปน และภาพสัตว์ส่วนใหญ่เป็นภาพสัตว์ที่คนสมัยนั้นล่าเป็นอาหารมีวัวกระทิง ม้าป่า กวางแดงและกวางเรนเดียร์ เป็นต้น พบที่ถ้ำลาสโก (Lascaux) ในประเทศฝรั่งเศส ส่วนในประเทศไทย พบที่ถ้ำตาด้วง จังหวัดกาญจนบุรี ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี และถ้ำผีหัวโต จังหวัดกระบี่ เป็นต้น

สังคมของมนุษย์ยุคหินเก่าตอนกลางและยุคหินเก่าตอนปลายมีระยะเวลาที่สั้น ปรากฏอารยธรรมเกิดขึ้นในทวีปยุโรป แอฟริกาและเอเชีย สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนยุคหินเก่าตอนกลาง ส่วนมากคล้ายกับยุคหินเก่าตอนต้น แต่ก็พบว่าคนยุคหินเก่าตอนกลางบางแห่งมีพัฒนาการมากขึ้น

มีการพบหลักฐานแสดงว่า คนยุคหินเก่าในช่วงปลายมีความสามารถในการจับสัตว์น้ำได้ดีและมีการคมนาคมทางน้ำเกิดขึ้นแล้ว เทคโนโลยีของยุคหินเก่าตอนปลายจะมีขนาดเล็กกว่ายุคหินเก่าตอนต้นและประโยชน์ใช้สอยดีขึ้นกว่าเดิม คนยุคหินเก่าตอนกลางจะมีวัฒนธรรมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่บนภูเขา ตามถ้ำ หรือเพิงผา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่บนพื้นราบ ริมน้ำ หรือชายทะเล

1.2 สังคมมนุษย์ยุคหินใหม่

คนในยุคหินใหม่ได้เริ่มปฏิวัติการครองชีพด้วยการเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการล่าสัตว์และหาของป่ามาเลี้ยงสัตว์มาทำการเพาะปลูกแทน ถือเป็นการปฏิวัติทางสังคมและเศรษฐกิจครั้งสำคัญของมนุษยชาติ การเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นเกษตรกรดังกล่าว นอกจากจะทำให้คนต้องหันมาเลี้ยงสัตว์และฝึกหัดสัตว์ให้เชื่องแล้ว คนยังต้องเรียนรู้การไถหว่านและเก็บเกี่ยวพืช เช่น ลูกเดือย ข้าวสาลี ข้าวโพด เป็นต้น อีกด้วย

สภาพสังคมขณะนั้นพบว่า ผู้คนต้องหักร้างถางพงสำหรับการเพาะปลูกมีการทำคอกสำหรับขังสัตว์และสร้างที่พักอาศัยอย่างถาวรแทนการเร่ร่อนอาศัยอยู่ในถ้ำเช่นคนยุคหินเก่า เมื่อหลายครอบครัวอาศัยอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน จึงถือว่าหมู่บ้านเกษตรกรเหล่านี้คือหมู่บ้านแห่งแรกของโลก

เทคโนโลยีของคนในยุคหินใหม่ทำขึ้นจากวัสดุหลายชนิด เช่น หิน กระดูก และเขาสัตว์ที่แตกต่างจากคนในยุคหินเก่า คือ เครื่องมือเครื่องใช้เหล่านั้นมีประโยชน์ใช้สอยและประณีตมากขึ้น เครื่องมือที่สำคัญคือ ขวานหินด้ามเป็นไม้ และเคียวหินเหล็กไฟ เป็นต้น นอกจากนี้ยังสร้างงานหัตถกรรมในครัวเรือนอีกหลายอย่างได้แก่ เครื่องปั่นด้าย เครื่องทอผ้า เครื่องจักสาน และเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งมักทำขึ้นอย่างหยาบ ๆ ไม่มีการตกแต่งลวดลายมากนัก

ในด้านศิลปะพบว่า คนในยุคหินใหม่มีการปั้นรูปสตรี และทารกลักษณะคล้ายรูปแม่พระธรณี อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร ชุมชนยุคหินใหม่ที่เก่าแก่ที่สุดพบในตะวันออกกลาง บริเวณที่เป็นประเทศ ตุรกี ซีเรีย อิสราเอล อิรัก ภาคตะวันออกของอิหร่าน และเลยไปถึงอียิปต์ในทวีปแอฟริกาในปัจจุบัน จากหลักฐานทางโบราณคดีแสดงว่า คนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว ได้ค้นพบวิธีการเกษตรกรรมมาประมาณ 7,000 ปีมาแล้ว และดูเหมือนว่ารากฐานความรู้ทางเกษตรกรรมของชาวยุโรปก็รับไปจากบริเวณนี้

1.3 สังคมมนุษย์ยุคโลหะ

คนยุคโลหะเริ่มรู้จักใช้ทองแดงและสัมฤทธิ์ มาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับ ในส่วนของกิจกรรมการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ได้มีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วิถีชีวิตของคนในยุคโลหะได้เปลี่ยนจากสภาพความเป็นอยู่แบบชุมชนเกษตรมาเป็นชุมชนเมือง ซึ่งเมืองดังกล่าว ต่อมาได้กลายเป็นศูนย์กลางของการเกษตรกร การปกครองและสังคม ความสัมพันธ์ทางสังคมของคนยุคนี้จะอยู่กันแบบเครือญาติ (Kinship relations) มีความรักใคร่กลมเกลียว และผูกพันอย่างใกล้ชิดเพราะเป็นสังคมขนาดเล็ก การจัดระเบียบทางสังคมจะเป็นไปในแบบของตระกูล (Clan) และหมู่บ้าน (Village) มากกว่าที่จะเป็นไปในสังคมแบบปัจจุบัน

ในด้านความเชื่อพบว่า คนในสังคมเกษตรกรรมจะมีความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และอำนาจที่ไม่มีตัวตนอย่างเข้มข้น ทั้งนี้เพราะ มีประสบการณ์ว่าอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวอยู่เหนืออำนาจมนุษย์ ดังนั้น คนในสมัยนั้น จึงได้คิดลัทธิวิญญาณ (Animism) ขึ้นมา (Kimball Young และ Raymand. W. Mack, 1972. 376) เพื่อคุ้มครองป้องกันตนเองและกลุ่ม ขณะเดียวกัน ผู้คนก็พยายามนำตนเองเข้าไปใกล้ชิดกับอำนาจลึกลับนั้น ผ่านกระบวนการของพิธีกรรม และการบวงสรวงบูชา จนเกิดเป็นระบบศาสนาและขนบธรรมเนียมในเวลาต่อมา (สุเทพ สุนทรเภสัช, 2512. 261)

2. สภาพสังคมมนุษย์สมัยประวัติศาสตร์

สังคมมนุษย์สมัยประวัติศาสตร์ เริ่มขึ้นเมื่อมนุษย์รู้จักการใช้ตัวอักษรในการจดบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ทำให้เราสามารถศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ได้กระจ่างชัดมากขึ้น สภาพสังคมในสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากหมู่บ้านแบบเกษตรกรรมได้ขยายใหญ่ขึ้นกลายสภาพมาเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ คนที่อาศัยอยู่ในเมืองมิได้มีเพียงผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเท่านั้น แต่มีผู้ประกอบอาชีพอื่นๆมากขึ้น ความสัมพันธ์ทางสังคมของคนในยุคนี้ขึ้นอยู่กับอาชีพ และตำแหน่งหน้าที่ทางสังคม ได้แก่ พวกช่างฝีมือ ช่างปั้นหม้อ ช่างก่อสร้าง ช่างทอผ้า เป็นต้น ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่ฝ่ายปกครองได้แก่ พระ และนักรบ ซึ่งถือเป็นกลุ่มชนชั้นสูง รองลงมาคือ ช่างฝีมือ พ่อค้า ชาวนา ชาวไร่ ซึ่งเป็นอาชีพอิสระ ชนชั้นต่ำสุดคือ พวกทาสหรือกลุ่มผู้ใช้แรงงาน จะเห็นได้ว่าสังคมมนุษย์สมัยประวัติศาสตร์จะมีความเป็นชุมชนเมืองสูง ผู้คนประกอบด้วยกลุ่มต่างๆ แต่ละกลุ่มจะประกอบอาชีพหรือมีหน้าที่ต่างกัน รวมอยู่ในชุมชนเดียวกัน ซึ่งมีความสลับซับซ้อนมากกว่าสังคมเดิม การครองชีพมีความสะดวกสบายมากขึ้น ทำให้คนมีเวลาว่างมากขึ้น เอื้ออำนวยต่อการสร้างสมความเจริญต่าง ๆ จนกลายเป็นอารยธรรมของโลก ซึ่งพอจะแยกได้ดังนี้

2.1 สังคมมนุษย์สมัยโบราณ

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แหล่งอารยธรรมโบราณจะ
อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำสายสำคัญในทวีปเอเชีย ทวีปแอฟริกาและรอบๆทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เช่น ลุ่มแม่น้ำไนล์ ลุ่มแม่น้ำไทรกรีส-ยูเฟรตีส ลุ่มแม่น้ำสินธุ ลุ่มแม่น้ำฮวงโห เป็นต้น ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็นอารยธรรมโบราณตะวันตก และอารยธรรมโบราณตะวันออก ดังจะกล่าวถึงอาณาจักรสำคัญ ๆ ดังนี้

  • 2.1.1 เมโสโปเตเมีย เมโสโปเตเมีย (Mesopotamia)

หมายถึง ดินแดนที่อยู่ระหว่างแม่น้ำไทกรีส (Tigris) และยูเฟรติส (Euphrates) ปัจจุบันคือเขตประเทศอิรัก ณ ที่นี้สังคมแบบเมืองในยุคหินใหม่ได้เจริญขึ้นเป็นครั้งแรก จึงนับว่าเป็นแหล่งความเจริญที่เก่าแก่ที่สุดในโลก นครรัฐซูเมอร์ (Sumer) คือแหล่งกำเนิดอารยธรรมแห่งแรกในเมโสโปเตเมีย ผู้ให้กำเนิดอารยธรรมแห่งนี้คือ ชาวสุเมเรียน (Sumerians) เชื่อว่ามาจากที่ราบสูงอิหร่านและเข้ามาอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำไทกรีสเมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อนคริสตกาล

เมื่อแรกเริ่มที่ชาวสุเมเรียนอพยพเข้ามาในเมโสโปเตเมียได้รวมกันอยู่เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ต่อมาจึงได้รวมกันในลักษณะนครรัฐ แต่ละนครรัฐเป็นอิสระแก่กัน รัฐสำคัญ ได้แก่ อิริดู อิรุค นิปเปอร์ นครรัฐเหล่านี้บางครั้งก็จะรบราฆ่าฟันกันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ ชาวสุเมเรียนนับถือพระเจ้าหลายองค์ แต่ละนครรัฐจะมีพระเป็นเจ้าประทับอยู่ในวัดใหญ่ที่เรียกว่า ซิกกูแรต (Ziggurat) ซึ่งชาวสุเมเรียนสร้างขึ้นเป็นศูนย์กลางของนครรัฐ ในระยะแรกชาวสุเมเรียนมีพระเป็นผู้ดูแลกิจการต่างๆในนครรัฐ นับแต่การเก็บภาษี ข้าวปลาอาหาร ตลอดจนควบคุมดูแลเกี่ยวกับการชลประทานและการทำไร่ทำนา ต่อมาเมื่อเกิดการแข่งขันและรบกันระหว่างนครรัฐ อำนาจการปกครองจึงเปลี่ยนมาอยู่ที่นักรบหรือกษัตริย์ซึ่งเป็นผู้เข้มแข็งสามารถสู้รบป้องกันนครรัฐ และทำหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการต่าง ๆ แทนพระ

ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวสุเมเรียนมีความก้าวหน้ามาตามลำดับ เริ่มจากหมู่บ้านมาเป็นชีวิตในเมือง ได้มีการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ หลายอย่าง เช่น ระบบการชลประทาน การปศุสัตว์ การช่างฝีมือ สถาปัตยกรรม วรรณกรรม วิธีการคิดเลข ระบบชั่ง ตวง วัด เป็นต้น ความเจริญต่าง ๆ ของชาวสุเมเรียนมีพื้นฐานมาจากยุคหินซึ่งได้พัฒนาขึ้น และความเจริญของชาวสุเมเรียนได้กลายเป็นรากฐาน และมีอิทธิพลต่อความเจริญของชนชาติต่าง ๆ ที่เข้ามาตั้งอยู่ในเมโสโปเตเมียในรุ่นต่อ ๆ มา อันได้แก่ ชาวอัคคาเดียน ชาวอะมอไรต์ ชาวอัสซีเรียน ชาวคาลเดียน ชาวฟินิเซียน และชาวเปอร์เซียน

  • 2.1.2 อาณาจักรอียิปต์

อียิปต์โบราณอันเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมโบราณ หมายถึง ดินแดนลุ่มแม่น้ำไนล์ นับตั้งแต่ที่ตั้งเขื่อนอัสวันทางตอนใต้ขึ้นมาถึงนครไคโรปัจจุบัน ข้อแตกต่างในการสร้างอาณาจักรระหว่างชาวสุเมเรียนกับชาวอียิปต์คือ ชาวสุเมเรียนเข้ามารวมกลุ่มในรูปของนครรัฐ แต่สำหรับอียิปต์ได้รวมเข้าอยู่ภายใต้กษัตริย์องค์เดียว เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์ผู้ครองอียิปต์พระนามว่าเมนิส (Menes) ได้สถาปนาราชวงศ์ขึ้นปกครองเป็นฟาโรห์ (Pharaoh) องค์แรกของราชอาณาจักรอียิปต์ ราชอาณาจักรนี้ได้รุ่งเรืองสืบต่อเนื่องกันมาอีกเป็นเวลาเกือบ 3,000 ปี

ชาวอียิปต์คล้ายชาวสุเมเรียนในเรื่องการนับถือพระเจ้าหลายองค์ องค์สำคัญที่สุดคือ สุริยเทพมีสัญลักษณ์คือ หินที่มีรูปร่างคล้ายปิรามิด นอกจากนี้ก็มี โอซิริส (Osiris) คือเทพเจ้าแห่งแม่น้ำไนล์ และยมเทพ เชื่อว่า เป็นเทพผู้นำความอุดมสมบูรณ์ ชาวอียิปต์เชื่อว่าฟาโรห์ทุกพระองค์คือสุริยเทพ แบ่งภาคมาจุติในรูปของมนุษย์ และเมื่อตายจะเข้าไปรวมเป็นส่วนเดียวกับเทพโอซิริส

ทัศนะเกี่ยวกับพระเจ้าดังกล่าวนำไปสู่การสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมที่มหัศจรรย์และยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ปิรามิด ความคิดที่ว่าฟาโรห์คือ เทพเจ้าทำให้เกิดความเชื่อว่าฟาโรห์ คือ ผู้ที่อมตะหรือผู้ที่ไม่ตาย ดังนั้น พวกเขาจึงเก็บรักษาร่างกายไว้มิให้เน่าเปื่อยผุพัง วิญญาณของฟาโรห์จะคงอยู่ตลอดไป นี่คือเหตุผลที่ชาวอียิปต์ได้สร้างปิรามิดขึ้นอย่างใหญ่โต แข็งแรง มั่นคง ท้าทายกาลเวลามาเป็นเวลาเกือบ 5,000 ปีมาแล้ว ปิรามิดทั้งหมดถูกสร้างเรียงรายอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์จากกิเซห์ลงไปทางใต้ เป็นระยะทางประมาณ 60 ไมล์ มีปิรามิดรวมกันทั้งสิ้นราว 60 แห่ง สร้างขึ้นระหว่าง 2,700 – 2,400 ปีก่อนคริสตกาล

  • 2.13 อาณาจักรกรีก

กรีกโบราณได้รับอิทธิพลความเจริญโดยตรง จากทั้งเมโสโปเตเมีย และอียิปต์ ด้วยอิทธิพลดังกล่าว ชาวกรีกโบราณจึงพัฒนาอารยธรรมจนกลายเป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ชาวกรีกเป็นชาวอารยันซึ่งชนเผ่านี้มีถิ่นเดิมอยู่ทางเหนือ เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อน คริสตกาลได้แยกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่ง เดินทางไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียเรียกว่า ชาวอินโดอารยัน อีกกลุ่มหนึ่งเดินทางมุ่งไปทางตะวันตก ผ่านตอนใต้ของรัสเซียลงสู่แหลมบอลข่าน และเข้ามาตั้งรกรากบริเวณคาบสมุทรเพโลพอนเนซัส ( Peloponnesus ) ที่ในปัจจุบันเรียกว่ากรีซ

นครรัฐอันยิ่งใหญ่ของกรีก คือ นครรัฐเอเธนส์ ซึ่งรัฐนี้เจริญถึงขีดสุดในระยะ 500 ปีก่อนคริสตกาล เอเธนส์ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนแห่งนครรัฐกรีกทั้งปวงเพราะเอเธนส์เป็นแหล่งรวมสรรพวิชาความรู้ ปราชญ์ และวิชาการสาขาต่าง ๆ ซึ่งต่อมา ได้ส่งทอดมรดกทางวัฒนธรรมผ่านทางยุโรป เป็นการวางรากฐานอารยธรรมตะวันตกมาจนถึงปัจจุบัน อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของกรีกโบราณมีหลายประการ เช่น สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบคลาสสิค สถาปัตยกรรมคลาสสิคชิ้นที่งดงามที่สุดคือ วิหารพาร์เธนอน (Parthenon) ซึ่งตั้งอยู่บนเนินอโครโปลิส (Acropoles) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของนครรัฐเอเธนส์ กรีกโบราณได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งนักปราชญ์เนื่องจากได้มีนักปราชญ์กรีกหลายท่านถือที่ถือว่า เป็นผู้ให้กำเนิดศิลปวิทยาการแทบทุกแขนงมาจนถึงยุคปัจจุบัน อาทิเช่น เพลโต (Plato) อริสโตเติล (Aristotle) เฮโรโดตุส (Herodutus) และอาร์คิมิดิส (Arcimides) เป็นต้นกรีกโบราณ ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์เป็นผู้ทรงอำนาจเด็ดขาด

  • 2.1.4 อาณาจักรโรมัน

ชาวโรมันก็เป็นชนเผ่าอินโดยูโรเปียนเช่นเดียวกับชาวกรีก ซึ่งชนเผ่าอินโดยูโรเปียนแยกออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ หลายกลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มชาวละติน (Latin) กลุ่มชาวอีทรัสกัน (Etruscan) เป็นต้น ในบรรดากลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ชาวโรมันเป็นกลุ่มที่เข้มแข็งที่สุด

ในชั้นต้น ชาวโรมันตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของพวกอีทรัสกัน ต่อมาได้ร่วมใจกันขับไล่กษัตริย์อีทรัสกันออกไปจากกรุงโรมเป็นผลสำเร็จ และได้สถาปนากรุงโรมเป็นสาธารณรัฐอิสระ (Republic) และเพื่อความปลอดภัยจากชาวละตินกลุ่มอื่น ๆ ชาวโรมันจึงคอยปราบปรามพวกกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งพวกกรีกเข้าไว้ในอำนาจได้มากที่สุด เพราะชาวโรมันเป็นชาตินักรบที่เข้มแข็ง และสามารถครอบครองดินแดนต่าง ๆ เป็นบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล คนทั่วไปจึงมักเรียกชาวโรมันว่า จักรวรรดิโรมัน

มรดกทางอารยธรรมของโรมันมีหลายด้าน เช่น ด้านศิลปะ วรรณคดี การละคร และปรัชญา เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เลียนแบบกรีก แต่ในด้านการจัดกำลังกองทัพ การจัดการปกครอง กฎหมายและการก่อสร้างเพื่อสาธารณะประโยชน์ทั้งหลาย โรมมีความสามารถกว่าชนชาติอื่นใดในสมัยโบราณ ถ้าจะเทียบกันระหว่างกรีกกับโรมันแล้วจะพบว่า ชาวกรีกเป็นนักคิด บูชาเหตุผล และเป็นผู้มีจินตนาการสูง ส่วนชาวโรมันเป็นนักปฏิบัติและนักดัดแปลงที่ชาญฉลาด ชาวโรมันแม้จะไม่มีจินตนาการแต่ก็เป็นผู้สามารถในทางปฏิบัติ ดังนั้น สิ่งสร้างสรรค์ต่าง ๆ ของโรมันจึงเป็นคุณค่าในแง่ประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความงามในเชิงศิลปะ และความลึกซึ้งในทางวิชาการ

  • 2.1.5 อาณาจักรลุ่มแม่น้ำสินธุ

บริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ ตั้งแต่เขตที่ราบหุบเขาหิมาลัยไปจนจดชายฝั่งทะเลในเขตอินเดียภาคตะวันตก ทางแคว้นปัญจาบและบริเวณประเทศปากีสถานในปัจจุบันเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมอินเดีย และต่อมาได้ขยายไปครอบคลุมลุ่มแม่น้ำคงคาตอนบน แม่น้ำสินธุมีความสัมพันธ์กับอารยธรรมของพวกสุเมเรียนในดินแดนเมโสโปเตเมีย อาจกล่าวได้ว่าผลิตภัณฑ์จากนครในลุ่มแม่น้ำสินธุได้เผยแพร่ไปถึงริมฝั่งแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรติส มีการแลกเปลี่ยน สินค้าไม่ใช่เฉพาะวัตถุดิบและสินค้าประเภทฟุ่มเฟือยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพวกอาหารด้วย

เมืองสำคัญของอารยธรรมแห่งนี้คือเมืองโมเฮนโจดาโร (Mohenjodaro) และเมืองฮารัปปา (Harappa) ซึ่งเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการค้าของบริเวณนี้ สันนิษฐานว่าทั้งสองเมืองนี้มีอายุประมาณ 4,000 – 2,500 ปีก่อนคริสตกาล อารยธรรมของดินแดนแห่งนี้เป็นอารยธรรมชั้นสูงยิ่ง และได้สร้างความเจริญมาเป็นพันๆ ปีก่อนสมัยประวัติศาสตร์ ผู้คนที่อยู่ในดินแดนนี้รู้จักการทอผ้าฝ้าย ทำเครื่องนุ่งห่ม การสร้างเมืองที่มีแบบแผน มีถนนสายตรงหลายสาย พร้อมทั้งท่อระบายน้ำ มีที่อาบน้ำสาธารณะ ระบบชลประทานดีเยี่ยม แสดงให้เห็นว่าความคิดของประชาชนในลุ่มแม่น้ำสินธุนี้ ต้องการเน้นความสำคัญของระเบียบและ สุขลักษณะเป็นสำคัญแตกต่างจากอารยธรรม เมโสโปเตเมียที่มุ่งเน้นความสำคัญของศาสนสถาน อย่างไรก็ตามนักประวัติศาสตร์ยังไม่สามารถลงความเห็นได้แน่นอนว่า มนุษย์สร้างอารยธรรมในดินแดนลุ่มแม่น้ำสินธุนี้เป็นชนชาติใด กันแน่ ซึ่งอาจจะเป็นคนพื้นเมืองของอินเดียเอง คือ พวกดราวิเดียนบางเผ่าก็เป็นได้

ต่อมาประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำสินธุถูกรุกรานโดย พวกอารยันซึ่งมีเชื้อสายอินโดยูโรเปียนได้อพยพเข้ามาทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย พวกนี้ได้รับอารยธรรมของลุ่มแม่น้ำสินธุซึ่งมีความเจริญสูงกว่า ผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมดั้งเดิมของพวกตน กลายเป็นอารยธรรมฮินดู และได้ขยายออกไปยังเขตต่าง ๆ ของอินเดีย พร้อมกับการขยายอำนาจการ ครอบครองดินแดนในเวลาเดียวกัน

  • 2.1.6 อาณาจักรลุ่มแม่น้ำฮวงโห

ลุ่มแม่น้ำฮวงโห หรือลุ่มแม่น้ำเหลือง เป็นแหล่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่แหล่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ในประเทศจีน เรื่องราวของจีนในสมัยดึกดำบรรพ์นั้น ประกอบด้วยนิทานและนิยายต่าง ๆ มากมาย ต่อมาเราสามารถสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับแหล่งอารยธรรมของลุ่มแม่น้ำ ฮวงโหได้ถึง 5,000 ปีเศษ เพราะว่ามีผู้บันทึกเหตุการณ์ไว้ มีการค้นพบอาวุธและเครื่องมือหินในประเทศอีกมากมาย โดยเฉพาะทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคว้นโฮนาน และขุดค้นพบซากโครงกระดูกมนุษย์ในถ้ำใกล้กับกรุงปักกิ่ง นักโบราณคดีตั้งชื่อโครงกระดูกว่า “โครงกระดูกมนุษย์ปักกิ่ง” ทำให้ทราบว่าบริเวณที่เป็นประเทศจีนเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์รุ่นแรกๆ ที่ยังมีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกัน มนุษย์สมัยปัจจุบันอายุ 50,000-110,000 ปีมาแล้ว อารยธรรมสมัยนี้จัดอยู่ในยุคหินเก่าตอนต้น

การศึกษาเกี่ยวกับแหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำฮวงโหนั้นทำได้สะดวกกว่าชาติอื่นมาก เพราะชาวจีนมีการบันทึกเหตุการณ์เหล่านั้นไว้ ตลอดเวลาอันยาวนานแห่งประวัติศาสตร์จีน ได้มีราชวงศ์ต่าง ๆ ผลัดกันขึ้นครองประเทศ เจริญรุ่งเรืองและเสื่อมสลาย แต่อารยธรรมลุ่มแม่น้ำฮวงโหยังมีการถ่ายทอดสืบกันมาไม่ขาดสาย

โลกปัจจุบันถือว่าเป็นหนี้บุญคุณของคนจีนในด้านปรัชญาการดำรงชีวิต การปกครอง ศิลปะ สถาปัตยกรรม ดังจะเห็นได้จากคำสอนของขงจื้อ เล่าจื๊อ เม่งจื๊อ การสร้างกำแพงเมืองจีน เป็นต้น อารยธรรมของลุ่มแม่น้ำฮวงโหได้มีบทบาทและอิทธิพลต่อโลก เช่น คำสอนของนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ของจีนโบราณ

ทางด้านเทคโนโลยี จีนได้เป็นผู้ให้กำเนิดความคิดแก่โลกตะวันตกในการพัฒนาอาวุธเป็นปืนไฟ โดยเริ่มจากการประดิษฐ์ดอกไม้ไฟของจีน นอกจากนี้จีนยังรู้จักการใช้เข็มทิศ เครื่องวัดแผ่นดินไหว การพิมพ์ ลูกคิด ที่สำคัญที่สุดเห็นจะได้แก่ เทคโนโลยีทางการแพทย์ คือ การรักษาด้วยวิธีฝังเข็มซึ่งกำลังเป็นที่แพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน

ขณะที่อินเดียเป็นแม่แบบของอารยธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนก็เป็นแม่แบบของอารยธรรมในเอเชียตะวันออก ได้แก่ เกาหลี ญี่ปุ่น และยังมีดินแดนอื่น ๆ ที่รับอารยธรรมของจีน เช่น เวียดนาม ทิเบต เป็นต้น ส่วนดินแดนที่ห่างไกลออกไป เช่น ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะรู้จักจีนในฐานะพ่อค้า ผู้ผลิตสินค้าประเภทเครื่องถ้วยชาม ผ้าไหม อันเป็นสินค้าที่ตลาดโลกต้องการเป็นอย่างมาก

2.2 สังคมมนุษย์สมัยกลาง

สมัยกลาง หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จักรวรรดิโรมันตะวันตกถูกพวกอนารยชนเผ่าเยอรมันเข้ายึดครอง จนกระทั่งถึงคริสศตวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นปีที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล เมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันตะวันออก อยู่ใต้อิทธิพลของพวกออตโตมันเตอร์ก ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม รวมระยะเวลาของสมัยกลางราว 1,000 ปี สังคมสมัยกลางเป็นสังคมเกษตรกรรม ไม่มีอุตสาหกรรมหรือการค้าขาย ในแง่อารยธรรมกล่าวได้ว่า สมัยกลางเป็นยุคมืด ศาสนาคริสต์มีอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนโดยทั่วไป วัดกลายเป็นศูนย์กลางความรู้โดยมีพระและบาทหลวงเป็นผู้สอนอ่านเขียน และถ่ายทอดวิทยาการ สังคมยุโรปจึงตกอยู่ใต้อิทธิพลของศาสนาคริสต์ ในราวคริสตศตวรรษที่ 8 – 9 ได้มีการก่อตัวของระบบศักดินาสวามิภักดิ์ (Feudalism)

ระบบศักดินาสวามิภักดิ์ หรือระบบฟิวดัล คำว่าฟิวดัล (Feudal) มาจากภาษาละตินว่า Feudum ในภาษาอังกฤษหมายถึง Fee หรือ Fief แปลว่า ที่ดิน ลักษณะสำคัญของระบบฟิวดัลคือ ความผูกพันระหว่างเจ้าของที่ดิน (Lord) กับผู้ทำกินในที่ดิน หรือผู้รับมอบที่ดิน เรียกว่า วาสซาล (Vassal) ทั้งลอร์ดและวาสซาลจะต้องทำพิธีสาบานต่อกันว่าจะรักษาพันธะและหน้าที่ของตน กล่าวคือ ลอร์ดจะต้องพิทักษ์รักษาวาสซาลให้ปลอดภัยจากศัตรู ให้ความยุติธรรมปกป้องคุ้มครอง ส่วนวาสซาลจะต้องช่วยทำงานให้ลอร์ด ทั้งทางด้านการทหาร และช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่ลอร์ด สังคมสมัยกลางแบ่งคนออกเป็น 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นขุนนาง มีหน้าที่ในการปกครอง กลุ่มที่สองคือ สามัญชน ส่วนใหญ่เป็นชาวนาซึ่งอาศัยอยู่ในที่ดินของขุนนางในลักษณะของทาสติดที่ดิน ชาวนาโดยทั่วไปมีชีวิตที่ลำบากยากไร้ ต้องส่งผลผลิตให้แก่ขุนนาง ชนกลุ่มที่ 3 คือ พระและนักบวช ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาคริสต์ ซึ่งสมัยกลางนี้ ศาสนาคริสต์มีอิทธิพลมาก จนกล่าวได้ว่าสมัยกลางเป็นสมัยแห่งศรัทธา (Age of Faith) ชีวิตผู้คนตั้งแต่เกิดจนตายจะถูกควบคุมด้วย ศาสนจักร พวกที่ไม่ปฏิบัติตามคำสอนทางศาสนาจะถูกลงโทษด้วยวิธีที่เรียกว่า บัพพาชนียกรรม( Excommunication )

ศาสนาอิสลาม ในราวคริสตศตวรรษที่ 7 ได้กำเนิดศาสนาใหม่คือ ศาสนาอิสลาม โดยมีศาสดาคือ นบีมูฮัมหมัด ได้ประกาศคำสอนหรือความเชื่อในดินแดนตะวันออกกลาง และแพร่กระจายไปทั่วจนถึงลุ่มแม่น้ำสินธุ การขยายตัวของศาสนาอิสลามทำให้ภาษาอาหรับเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย เป็นคู่แข่งสำคัญของศาสนาคริสต์ จนทำให้เกิดสงครามศาสนาที่เรียกว่า สงครามครูเสดขึ้น

สงครามครูเสด เป็นสงครามศาสนาที่เกิดขึ้นในระหว่าง ค.ศ. 1095 ถึง ค.ศ. 1272 โดยมีสงครามครั้งสำคัญๆ 8 ครั้ง ชาวคริสต์ในยุโรปได้เดินทางไปสู้รบกับพวกมุสลิมในตะวันออกกลาง จุดประสงค์สำคัญ คือการแย่งชิงนครเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาคริสต์แลศาสนาอิสลาม สงครามครูเสดทำให้ระบบศักดินาสวามิภักดิ์ถูกทำลายลง เพราะขุนนางต้องสูญเสียกำลังคน และกำลังทรัพย์ในการรบ ส่วนทาสติดที่ดินที่อาสาไปรบ หากรอดชีวิตกลับมาก็ได้เป็นอิสระ อำนาจของขุนนางจึงลดลง นอกจากนี้สงคราม ครูเสดยังกระตุ้นการค้าระหว่างโลกตะวันตก และโลกตะวันออก พวกนักรบครูเสดได้นำสินค้า เช่น เครื่องเทศ ผ้าไหม ผ้าซาติน และผลไม้ชนิดต่าง ๆ กลับไปเผยแพร่ในยุโรป สังคมจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เกิดชุมชนเมืองขยายตัวครอบคลุมไปทั่วยุโรป อิทธิพลของศาสนาคริสต์ลดน้อยลง มีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปศาสนา

2.3 สังคมมนุษย์สมัยใหม่

สมัยใหม่เริ่มขึ้นตั้งแต่ราวกลางคริสตศตวรรษที่ 15 เมื่อระบบศักดินาสวามิภักดิ์เสื่อมลงได้มีการสถาปนารัฐชาติ (Nation State) ขึ้น ปัจจัยสำคัญสืบเนื่องมาจากอิทธิพลของศาสนาจักรเสื่อมลง เกิดความรู้สึกชาตินิยมขึ้น นอกจากนี้ยุคของการฟื้นฟูศิลปวิทยาการซึ่งเกิดในช่วง คริสตศตวรรษที่ 14–16 ได้เกิดการก่อตัวของลัทธิมนุษยนิยม (Humanism) ขบวนการฟื้นฟูศิลปวิทยาการเกิดขึ้นในแหลมอิตาลี มีความก้าวหน้าทางวิทยาการ ส่วนการปฏิรูปศาสนาทำให้เกิดศาสนาคริสต์นิกายใหม่ คือ โปรเตสแตนท์ และเป็นการลดบทบาทของสันตปาปาลง พระมหากษัตริย์มีอำนาจมากขึ้น จึงก่อให้เกิดสังคมในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า รัฐชาติเกิดขึ้นครั้งแรกในยุโรปแล้วแพร่กระจายไปทั่ว รัฐชาติที่สำคัญในระยะแรกได้แก่ สเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส อังกฤษ เป็นต้น รัฐชาติเหล่านี้จะปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

การค้นพบดินแดนใหม่ทำให้ชาวยุโรปเข้าไปจับจองดินแดนส่วนต่าง ๆ ของโลกในลักษณะของการยึดครองอาณานิคม และนำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมมนุษย์อย่างมาก กล่าวคือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการขยายตัวของเมือง มีประชากรเพิ่มมากขึ้น เมื่อเกิดการผลิตในระบบ โรงงานทำให้ประชากรถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุน ทั้งในด้านค่าจ้าง สวัสดิการและทั่วไป การทำงาน การใช้แรงงานเด็กและสตรี เกิดชนชั้นใหม่ที่มีบทบาทและระบบทางเศรษฐกิจ คือ ชนชั้นกลาง หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เกิดการขยายตัวของลัทธิจักรวรรดินิยมในทวีปเอเชียและแอฟริกา จนเป็นสาเหตุให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 สงครามโลกทั้งสองครั้งมีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะสงครามโลกครั้งที่ 2 มนุษย์ได้นำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาผลิตอาวุธประหัตประหารกัน

 

วิวัฒนาการทางเศรษฐกิจของโลก

1 วิวัฒนาการทางเศรษฐกิจโลกยุคโบราณ

เมื่อเกิดมีมนุษย์เกิดขึ้นในโลก มนุษย์มีความจำเป็นในการแสวงหาอาหารตามธรรมชาติ ด้วยการล่าสัตว์และการหาพืชผักผลไม้จากธรรมชาติเป็นอาหารเพียงวันต่อวันโดยไม่มีเก็บ ยังเป็นมนุษย์ยุคหินเก่า และการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคหินใหม่ มนุษย์เห็นความจำเป็นในการผลิตอาหารเนื่องจากการหาอาหารตามธรรมชาติกระทำได้ยากขึ้น ต้องมีการอพยพย้ายถิ่นที่อยู่ตามแหล่งที่มีอาหาร มนุษย์จึงรู้จักการทำการเกษตรกรรมและการเลี้ยงสัตว์ มีการประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ และภาชนะในการประกอบอาหาร มนุษย์รู้จักการ ใช้ไฟ มีการใช้เสื้อผ้าที่ทำจากหนังสัตว์และใบไม้

นับตั้งแต่มนุษย์ได้ตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนใหญ่ มนุษย์รู้จักการแบ่งงานกัน ทำให้ต้องมีการผลิตอาหาร มีคนตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนใหญ่ จึงมีการแลกเปลี่ยนสิ่งของที่ใช้ในการดำรงชีวิต และพัฒนามาเป็นระบบการซื้อขายสินค้า มีการใช้เงินตราเป็นสื่อกลางอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนสินค้า มนุษย์เริ่มรู้จักการใช้โลหะในการทำเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น เหล็ก สำริด ทองแดง เป็นผลให้การเกษตรสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น มนุษย์มีอำนาจการซื้อมากขึ้น เมื่อสังคมขยายตัวเป็นชุมชนใหญ่ขึ้นเป็นเมือง นครรัฐ และอาณาจักร เช่น อาณาจักรอียิปต์ กรีก โรมัน จนกระทั่งอาณาจักรโรมันล่มสลาย

2. วิวัฒนาการทางเศรษฐกิจในยุคกลาง

ระบบเศรษฐกิจในยุคกลาง เป็นการดำเนินภายใต้ระบบแมนเนอร์หรือระบบศักดินาสวามิภักดิ์ ปัจจัยการผลิตที่สำคัญ คือ แรงงานและที่ดินที่ดินถูกยึดครองโดยชนชั้นเจ้านาย ประชาชนเป็นแรงงานที่ทำงานในที่ดินและเลี้ยงสัตว์ ในยุคนี้เงินตราเป็นสิ่งหายาก ตลาดถูกจำกัดเพราะกลัวการรุกราน มีภาวะสงครามอยู่ทั่วไป มนุษย์จึงต้องช่วยเหลือตนเองทุกๆ เรื่องการติดต่อค้าขายหยุดชะงักในช่วงยุคกลางตอนต้น ในช่วงยุคกลางตอนปลายเมื่อเกิดสงครามครูเสด ในประมาณคริสตศตวรรษที่ 12-15 ทำให้การค้าขยายตัว เพราะโลกตะวันตกได้ติดต่อกับโลกตะวันออก สินค้าที่ซื้อขายกันเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย และเครื่องเทศจากตะวันออกไกล การซื้อขายเริ่มเป็นระบบการลงทุนเพื่อการแสวงหาผลกำไร เกิดลัทธิทุนนิยม ซึ่งขยายตัวอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ 11 และ 12

ลัทธิทุนนิยม หมายถึงระบบเศรษฐกิจที่มีจุดหมายเพื่อแสวงหากำไรเป็นสำคัญ มีการสะสมทุนอย่างกว้างขวางและนำทุนนั้นไปใช้หากำไรด้วยวิธีต่างๆ ระบบทุนนิยมขยายตัวในศตวรรษที่ 11 เนื่องจากมีการใช้เงินตราเป็นสื่อกลางและการให้สินเชื่อจากสินค้า แม้ว่าเงินที่กู้จะถูกห้ามไม่ให้มีการเรียกดอกเบี้ย แต่จะใช้บวกเพิ่มในราคาสินค้ารวมทั้งการโอนเงินจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยใช้ตั๋วเงินซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียม ต่อมาการคิดดอกเบี้ยเงินกู้และการหากำไรก็เริ่มแพรหลายในยุโรป เนื่องจากทัศนคติโดยทั่วไปเริ่มเปลี่ยนแปลง เนื่องจากผู้กู้มีความเสี่ยงจึงต้องชดเชยด้วยดอกเบี้ย สรุปได้ว่าการพัฒนาแนวคิดทุนนิยมนั้นเกิดจาการค้าและธุรกิจขยายตัวทำให้เกิดชนชั้นพ่อค้าและนักลงทุนผู้แสวงหากำไร และเรียกดอกเบี้ยให้เป็นปกติในการทำธุรกิจ นายทุนสามารถวางแผนการผลิตขนาดใหญ่ ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างขาดความเห็นอกเห็นใจกันเพราะนายทุนต้องการผลกำไร ระบบทุนนิยมส่งผลให้เกิดสถาบันการเงินคือธนาคารพาณิชย์เกิดขึ้นทั้งในประเทศเนเธอร์แลนด์และประเทศอังกฤษ

3. วิวัฒนาการทางเศรษฐกิจในยุคใหม่

การขยายตัวทางเศรษฐกิจในคริสศตวรรษที่ 15 ภายหลังการสิ้นสุดสงครามครูเสด ยุโรปมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก มีการสำรวจทางทะเล การปฏิรูปทางศาสนา การล่าอาณานิคม มีผลทำให้ตลาดการค้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว อาณานิคมเป็นทั้งแหล่งวัตถุดิบและแหล่งขายสินค้า ธุรกิจขยายตัว มีการจัดตั้งบริษัทที่เกิดผลกำไรมหาศาล เกิดระบบสินเชื่อและระบบธนาคารมีการออกธนบัตรเพื่อใช้หมุนเวียนในระบบธุรกิจ ลัทธิพาณิชย์นิยมจึงเกิดขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ลัทธิพาณิชย์นิยมเป็นลัทธิที่เกิดขึ้นเพราะมนุษย์อยากสะสมความมั่งคั่งร่ำรวย รัฐบาลกลางจึงต้องส่งเสริมการค้าให้เจริญรุ่งเรืองโดยเฉพาะการค้าระหว่างประเทศด้วยการผลิตสินค้าสำเร็จรูปแล้วส่งไปขายยังต่างประเทศ โดยนำเข้าวัตถุดิบราคาถูกจากประเทศเมืองขึ้น หรือประเทศอาณานิคม ประเทศที่มั่งคั่งที่สุดคือประเทศอังกฤษ ในแนวคิดของลัทธิพาณิชย์นิยมรัฐบาล ต้องมีอำนาจในการควบคุมระบบเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง เพื่อมุ่งหวังให้ประเทศของตนโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ลัทธิพาณิชย์นิยมจะมุ่งเน้นการค้าระหว่างประเทศให้ได้เปรียบมากที่สุดโดยเฉพาะความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจอันหมายถึงการมีทองคำและเงินไหลเข้าประเทศ ลัทธิพาณิชย์นิยมมีอิทธิพลต่อนโยบายเศรษฐกิจของยุโรปในช่วงคริสตศตวรรษที่ 16 อย่างมาก ในการเสริมสร้างเศรษฐกิจให้ก้าวหน้าด้วยการปรับปรุงทั้งด้านการเกษตร อุตสาหกรรมและการค้าร่วมกันไป ลัทธิพาณิชย์นิยมถูกนำไปใช้ในประเทศโปรตุเกส สเปน ฮอลันดา อังกฤษและฝรั่งเศส โดยรัฐบาลเข้าควบคุมการค้าระหว่างประเทศทุกชนิดเพื่อให้ได้เปรียบดุลการค้า และสะสมโลหะมีค่า เช่น ทองคำและเงินให้มากที่สุด จึงก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม และปฏิวัติทางด้านการเกษตรกรรม มีการนำเครื่องมือทางเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม เศรษฐกิจรุ่งเรือง มีการพัฒนาทางด้านการค้าและระบบการขนส่ง อาจกล่าวได้ว่า การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อันนำไปสู่การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 จนเป็นผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจ ตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดภาวะเงินเฟ้อ การล้มละลายของธนาคาร ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม

4. สภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศ ที่มีบทบาทที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมีการเชื่อมโยงระบบการเงินระหว่างประเทศมีการช่วยเหลือระหว่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และองค์การการค้าโลก ในแต่ละภูมิภาคก็มีการจัดตั้งเขตการค้า

 

วิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองของโลก

วิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองของมนุษย์ในอดีตที่ผ่านมาได้มีการจัดรูปแบบการปกครองที่อาจจะจำแนกได้ดังนี้

1. การเมืองการปกครองยุคก่อนรัฐชาติ

รูปแบบการปกครองในยุคก่อนการเกิดรัฐชาติแบ่งออกได้ดังนี้

การปกครองแบบเผ่าชนหรือกลุ่มชน เป็นการรวมตัวกันของสังคมขนาดย่อมมีรากฐานมาจากหน่วยของสังคมที่เล็กที่สุดคือ ครอบครัวหลาย ๆ ครอบครัวรวมกันในระบบเครือญาติเป็นเผ่าชนมีขนบธรรมเนียมประเพณีประจำเผ่า ซึ่งได้กลายเป็นรูปแบบการปกครองในที่สุด

การปกครองแบบนครรัฐหรือแว่นแคว้น หลังจากที่มนุษย์เริ่มมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แน่นอน มีการรวมตัวเป็นกลุ่มเผ่าชนในยุคหินใหม่ ก็มีการติดต่อกันระหว่างเผ่า พัฒนามาเป็นนครรัฐ เป็นแคว้น เป็นอาณาจักร มีพระมหากษัตริย์ปกครองราชวงศ์ต่างๆ เช่นนครรัฐของกรีก และอาณาจักรโรมัน เป็นต้น

สังคมกรีกโบราณเป็นตัวอย่างของรูปแบบการปกครองที่สำคัญของโลก กรีกประกอบด้วยนครรัฐมากมายแต่ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ นครรัฐเอเธนส์และนครรัฐสปาร์ตา นครรัฐเอเธนส์มีรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยทางตรง ซึ่งถือว่าเป็นแบบฉบับหรือต้นกำเนิดของรูปแบบการปกครองที่เจริญที่สุดในสมัยนั้น ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในขอบเขตที่กว้างขวางจนกลายเป็นพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน ส่วนนครรัฐสปาร์ตาเป็นตัวอย่างทางรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการตามแบบทหาร ในช่วงระยะเวลาที่นครรัฐของกรีกกำลังพัฒนาเจริญรุ่งเรือง อาณาจักรโรมันก็ก่อตัวขึ้นและมีรูปแบบการปกครองในช่วงแรกเป็นแบบนครรัฐเช่นเดียวกับกรีก ต่อมาได้พัฒนามาเป็นแบบสาธารณรัฐ (Republic) มุ่งให้คนส่วนใหญ่ได้มีส่วนร่วมในการเมืองการปกครอง แต่ปรากฏว่าอำนาจส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มคนร่ำรวย และมีฐานะทางสังคมสูง รูปแบบการปกครองพัฒนามาเป็นจักรวรรดิ

การปกครองแบบจักรวรรดิ เป็นรูปแบบการปกครองที่รวมเอานครรัฐ หรือแคว้นต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เป็นกลุ่มสังคมขนาดใหญ่ เช่น จักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิจีน จักรวรรดิอินเดีย เป็นต้น การปกครองในรูปแบบจักรวรรดินั้นเป็นการปกครองดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาล มีชาวต่างชาติหลายเผ่าพันธุ์ แต่อำนาจปกครองถูกรวมอยู่ที่จักรพรรดิเพียงผู้เดียวนั้น ต่อมาจักรวรรดิก็เริ่มอ่อนแอ พวกอนารยชนเข้ารุกรานจักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิจีน การปกครองในรูปแบบใหม่คือระบบศักดินาสวามิภักดิ์ (Feudalism) จึงเกิดขึ้นการปกครองในระบอบศักดินาสวามิภักดิ์ การปกครองในระบบศักดินาสวามิภักดิ์ กำเนิดขึ้นในคริสตศตวรรษที่ 9 ดังได้กล่าวมาแล้วนั้นเป็นระบอบการปกครองที่เน้นเรื่องที่ดินและกรรมสิทธิ์ในที่ดินและความผูกพันธ์ระหว่างเจ้าของที่ดินและผู้ทำกินในที่ดิน การปกครองระบอบศักดินาพัฒนามาจนถึงกลางศตวรรษที่ 15 หลังการสิ้นสุดสงครามครูเสด

2. การเมืองการปกครองในยุครัฐชาติ

หมายถึงรัฐที่มีการปกครองเป็นปึกแผ่นมีอาณาเขตที่แน่นอน ประชาชนมีเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีแบบเดียวกัน ปัจจัยที่สำคัญในการก่อให้เกิดรัฐบาลคือ ความรู้สึกชาตินิยม (Nationalism) ทำให้ประชาชนเกิดความภูมิใจ และมีความจงรักภักดีต่อชาติและพระมหากษัตริย์ของตนเอง

2.1 ทฤษฎีกำเนิดรัฐ

1) ทฤษฎีเทวสิทธิ์ (Divine Right Theory) ทฤษฎีนี้เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างรัฐ สร้างมนุษย์ อำนาจในการปกครองเป็นของพระเจ้า กษัตริย์มีพันธะกับพระเจ้าและปกครองรัฐในนามของพระเจ้า การกระทำใด ๆ ของกษัตริย์จึงไม่ถือเป็นความผิด เป็นที่มาของหลักการที่ว่ากษัตริย์ทำอะไรไม่ผิด (The king can do no wrong) นำไปสู่ระบอบการปกครองที่เรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy)

2) ทฤษฎีสัญญาประชาคม(Social Constract) ทฤษฎีนี้เชื่อว่ารัฐเกิดขึ้นโดยมนุษย์เป็นผู้สร้างและเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เพราะมนุษย์มีสิทธิตามธรรมชาติมาตั้งแต่เกิด คนทุกคนจึงมีสิทธิปกครองตนเอง แต่เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการตัดสินปัญหาเมื่อเกิดการขัดแย้งกันขึ้น มนุษย์จึงมอบหมายให้บุคคลหรือคณะบุคคลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนตน ทฤษฎีนี้จึงมีส่วนสนับสนุนทั้งรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย

3) ทฤษฏีวิวัฒนาการ (Evolution Theory) ทฤษฏีนี้ใช้เหตุผลและความจริงที่เชื่อว่ามนุษย์เป็นสัตว์การเมืองและสัตว์สังคม มนุษย์กับการเมืองจึงแยกกันไม่ออก และทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง มีวิวัฒนาการ การเมืองก็เช่นเดียวกัน องค์การทางการเมืองในอดีตมีวิวัฒนาการจากเผ่าชน นครรัฐ จักรวรรดิ จนถึงรัฐประชาชาติในปัจจุบัน

2.2 องค์ประกอบของรัฐ

ประกอบด้วย ประชากร ดินแดน รัฐบาลและอำนาจอธิปไตย ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปจะทำให้ขาดสภาพของความเป็นรัฐที่สมบูรณ์

  • 2.2.1 ประชากร (Population)

หมายถึง พลเมืองของรัฐ ทุกรัฐจะต้องมีประชากรอาศัยอยู่แต่ไม่มีข้อกำหนดแน่นอนว่ารัฐจะต้องมีประชากรจำนวนเท่าใด อริสโตเติลได้ให้ความเห็นว่ารัฐที่ดีควรมีประชากรประมาณ 5040 คน อีกหลายศตวรรษต่อมารุสโซมีความเห็นว่ารัฐที่ดีควรมีพลเมืองหนึ่งแสนคน ปัจจุบันถือกันว่า รัฐควรมีประชากรจำนวนมากพอสมควรที่จะทำให้รัฐดำรงอยู่ได้ด้วยการพึ่งตนเอง ดังนั้น แต่ละรัฐจึงมีประชากรมากหรือน้อยแตกต่างกันไปตามลักษณะการตั้งถิ่นฐาน ภูมิอากาศและเผ่าพันธุ์ เช่น รัฐวาติกันมีประชากรประมาณ 1000 คน สาธารณรัฐประชาชนจีนมีประชากรประมาณ 1,200 ล้านคน (นงเยาว์ พีระตานนท์ 2541 : 11)

  • 2.2.2 ดินแดน (Territory)

หมายถึง อาณาเขตของรัฐที่ประกอบด้วยพื้นดิน พื้นน้ำและท้องฟ้าที่อยู่เหนือเขตพื้นดินและพื้นน้ำ (ทะเลหรือมหาสมุทร) รวมทั้งทะเลอันเป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (The Exclusive Economic Zone) ด้วย รัฐทุกรัฐจะต้องมีดินแดนเป็นของตนเอง แต่ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีดินแดนเท่าใด อันจะเห็นได้ว่าบางรัฐที่ดินแดนน้อยมากเช่นโมนาโก มีดินแดนเพียง 8 ตารางไมล์ ในขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนมีดินแดนกว้างใหญ่ถึง 9,596,961 ตารางกิโลเมตร ความกว้างใหญ่ของดินแดนมิใช่เครื่องชี้บอกที่แน่นอนถึงความเป็นมหาอำนาจ เสมอไป

  • 2.2.3 รัฐบาล (Government)

หมายถึง คณะบุคคลที่ใช้อำนาจในการบริหารปกครองประเทศ มีหน้าที่จัดระเบียบภายในรัฐ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมให้เป็นไปตามตัวบทกฏหมาย ประเทศต่าง ๆ จะต้องมีรัฐบาลปกครองประเทศ ถ้าปราศจากรัฐและปราศจากประเทศแล้ว รัฐก็จะไม่มีตัวแทนเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน การจะใช้อำนาจอธิปไตยในรูปแบบใดขึ้นอยู่กับการตกลงร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับประชาชน

  • 2.2.4 อำนาจอธิปไตย (Sovereignty)

หมายถึง อำนาจสูงสุดของรัฐที่ใช้บังคับบัญชาภายในรัฐที่จะทำให้รัฐดำเนินกิจการต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ทั้งภายในและภายนอกประเทศเป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐอื่น ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของรัฐอื่นในรูปของอาณานิคม ดินแดนในอารักขาหรือดินแดนในอาณัติของรัฐอื่น ลักษณะสำคัญของอำนาจอธิปไตย นักรัฐศาสตร์มีความ เห็นว่า อำนาจอธิปไตยจะต้องมีลักษณะทางความเด็ดขาด (Absoluteness) เป็นอำนาจสูงสุดเหนืออำนาจใด ๆ ในรัฐ มีลักษณะเป็นการทั่วไป คือ การใช้อำนาจอธิปไตยนั้นต้องครอบคลุมทั่วทั้งรัฐไม่ว่าจะเป็นบุคคล ดินแดน องค์การ หรือกลุ่มบุคคล ที่อยู่ภายในอาณาเขตของรัฐนั้น ๆ ยกเว้นตัวแทนทางการทูตเท่านั้น มีลักษณะความถาวร หมายความว่าแม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลแต่อำนาจอธิปไตยจะยังคงอยู่ การสิ้นสุดอำนาจอธิปไตยคือการสิ้นสุดของรัฐ รัฐหนึ่งจะมีอำนาจอธิปไตยเพียงหนึ่งเท่านั้น หากอำนาจอธิปไตยมีการแบ่งแยกก็จะทำให้รัฐนั้นล่มสลายหรือเกิดรัฐใหม่ขึ้นมา เช่น เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ เป็นต้น

2.3 รูปแบบการใช้อำนาจอธิปไตย

อาจมีได้หลายรูปแบบ ดังนี้

  • 2.3.1 การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absoluted Monarchy)

หรือ ราชาธิปไตย ในระยะแรกของการตั้งรัฐชาติในยุโรป แต่ละรัฐต้องเผชิญกับปัญหาภายในทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง มีความจำเป็นต้องแก้ไขโดยผู้มีอำนาจอย่างเร่งด่วน ด้วยเหตุนี้จึงเปิดโอกาสให้กษัตริย์มีอำนาจโดยสมบูรณ์ดังที่เรียกว่า ทฤษฎีเทวสิทธิ์ของกษัตริย์ (Divine Right of Kings) โดยอ้างว่ากษัตริย์ปกครองประเทศในรูปแบบผู้แทนโดยชอบธรรมของพระเจ้า ดังนั้นกษัตริย์จึงมีพันธะหน้าที่ต่อพระเจ้าเท่านั้น กษัตริย์ทรงอยู่เหนือกฎหมาย ทรงออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนทรงอยู่ในฐานะที่ทำอะไรไม่ผิด (The King can do no wrong) การที่ประชาชนเชื่อฟังกษัตริย์ก็เท่ากับเป็นความเคารพเชื่อฟังพระเจ้าด้วย ประชาชนไม่มีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์การปกครองของกษัตริย์แต่อาจให้คำปรึกษาแก่กษัตริย์ได้ การปกครองที่กษัตริย์มีอำนาจโดยสมบูรณ์ เช่นนี้ เรียกว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absoluted Monarchy) หรือราชาธิปไตย

อย่างไรก็ตามในบางยุคบางสมัย กษัตริย์บางพระองค์ก็มิได้มีอำนาจในการปกครองโดยสมบูรณ์ตามทฤษฎีเทวสิทธิ์ เช่น สมัยพระเจ้าเฮนรีที่ 8 (ค.ศ. 1509-1547) และพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 (ค.ศ. 1558-1603) แห่งอังกฤษ กษัตริย์ต้องขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาในการดำเนินการเกี่ยวกับการปกครอง แต่กษัตริย์ก็ยังสามารถควบคุมสภาไว้ได้ และทรงปกครองประเทศด้วยพระราชอำนาจเกือบสมบูรณ์แต่ไม่สมบูรณ์จนเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์เหมือนกษัตริย์ฝรั่งเศส สำหรับการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในฝรั่งเศสนั้นได้พัฒนาถึงขีดสุดในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (ค.ศ.1643-1715) พระองค์สามารถรวมอำนาจทางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ การคลัง และการทหารไว้ที่ส่วนกลางคือพระราชวังแวร์ซายร์ ทรงสมมติพระองค์เป็นสุริยกษัตริย์ (Sun King) ปกครองประเทศโดยอาศัยทฤษฎีเทวสิทธิ์และตลอดสมัยของพระองค์ไม่เคยเรียกประชุมรัฐสภาเลย

หลังสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เริ่มเสื่อมลง การขยายอำนาจของฝรั่งเศสในยุโรปในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และ 15 เป็นเหตุให้ฝรั่งเศสต้องเข้าสู่สงครามบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบให้เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองจนกลายเป็นการปฏิวัติใหญ่ในปี ค.ศ. 1789

  • 2.3.2 การปกครองระบอบประชาธิปไตย (Democratic Regime)

การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์รุ่งเรืองมากในคริสตศตวรรษที่ 17 และเริ่มเสื่อมลงในคริสตศตวรรษที่ 18 ถูกโจมตีอย่างมากโดยนักปราชญ์แห่งยุคเหตุผล ประกอบกับการขยายตัวทางการค้าทำให้ชนชั้นกลางที่มั่งคั่งทางเศรษฐกิจแต่ไม่มีส่วนร่วมในการปกครองประเทศได้เรียกร้องสิทธิทางการเมือง การปกครอง ผลการเรียกร้องดังกล่าวทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย นักปราชญ์ทางการเมืองที่สำคัญในคริสตศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นเจ้าของแนวคิดทางการเมืองอันเป็นรากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีดังนี้

จอห์น ล็อค (John Locke, ค.ศ. 1632-1704) เป็นชาวอังกฤษ จอห์น ล็อคมีแนวความคิดว่าประชาชนเป็นเจ้าของสิทธิ์ตามธรรมชาติในชีวิต เสรีภาพและทรัพย์สิน ประชาชนเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลขึ้น และมอบอำนาจแก่รัฐบาลเพื่อให้ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิตามธรรมชาติดังกล่าว หากรัฐบาลไม่สามารถทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายประชาชนก็มีสิทธิเปลี่ยนแปลงหรือถอดถอนรัฐบาลได้
ฌอง ฌาค รุสโซ (Jean Jacques Rousseau, ค.ศ. 1712-1778) เป็นชาวฝรั่งเศส ได้เขียนหนังสือชื่อ “สัญญาประชาคม” (Social Contract) ในหนังสือเล่มนี้ รุสโซกล่าวถึงสัญญาประชาคมว่า หมายถึงสัญญาที่แต่ละคนเข้าร่วมกับทุกคนภายใต้เอกภาพและเจตจำนงเดียวกัน โดยที่ประชาชนสามารถก่อตั้งรัฐบาลขึ้นได้และให้อำนาจแก่รัฐบาลเพื่อรับใช้ประชาชน แต่ถ้าเมื่อใดที่ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลก็อาจเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้ รุสโซชี้ให้เห็นว่าสภาวะธรรมชาตินั้นเป็นสภาวะที่มนุษย์มีความผาสุข มีอิสระเสรีและความเสมอภาค อย่างไรก็ตามแม้มนุษย์จะเกิดมาเสรีแต่ทุกหนทุกแห่งมนุษย์ก็ถูกตรึงด้วยโซ่ตรวนแห่งพันธนาการ แนวความคิดของรุสโซถือว่าเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยในเวลาต่อมา

มองเตสกิเออ (Montesquieu, ค.ศ. 1689-1775) เป็นชาวฝรั่งเศส มองเตสกิเออกล่าวว่า การเมืองการปกครองนั้นเกี่ยวกับ 3 เรื่องเท่านั้น คือ การออกกฎหมาย(นิติบัญญัติ) การทำตามกฎหมาย(การบริหาร) และดูแลทางด้านการศาล(การยุติธรรม) แนวคิดของมองเตสกิเออมีอิทธิพล อย่างสูงต่อการเขียนรัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในโลกตะวันตกและมีความสำคัญต่อการพัฒนาการปกครองระบอบประชาธิปไตย คือ การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ของอังกฤษ (ค.ศ. 1688) การปฏิวัติในอเมริกา (ค.ศ. 1776) และการปฏิวัติฝรั่งเศส (ค.ศ. 1789)

3. การเมืองการปกครองยุคใหม่

การเมืองการปกครองหลังจากเกิดรัฐชาติแล้ว ได้เกิดลักษณะที่สำคัญคือ

3.1 ลัทธิชาตินิยม

ซึ่งลัทธิชาตินิยมนั้น คนในชาติต้องการเห็นชาติของตนเจริญรุ่งเรืองกว่าชาติอื่นและการเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลกทำให้เกิดลัทธิจักรวรรดินิยม หรือลัทธิอาณานิคม หมายถึง การขยายอำนาจของคนกลุ่มหนึ่ง หรือชาติหนึ่งเข้าครอบงำเหนือคนต่างชาติในต่างแดน การขยายอำนาจดังกล่าวอาจเป็นไปทางการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ หรือทางวัฒนธรรม ซึ่งวิวัฒนาการของจักรวรรดินิยมมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่เป็นการที่คนชาติหนึ่ง หรือรัฐหนึ่งเข้าควบคุมทางการเมืองการปกครองเหนือคนอีกชาติหนึ่ง เช่น การขยายอำนาจของกรีก เปอร์เซีย และโรมัน ส่วนในยุคกลางก็จะเห็นการขยายอำนาจของอาหรับ เติร์ก มองโกล และจีน อย่างไรก็ตามลัทธิจักรวรรดินิยมในสมัยใหม่ก็แบ่งได้เป็น 2 ยุค คือ ยุคแห่งการค้นพบ (The Age of Discovery) ช่วงคริสตศตวรรษที่ 15-18 มีการสำรวจและค้นพบดินแดนใหม่ๆโดยสเปน โปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศส ประเทศเหล่านี้ได้ออกไปยึดครองดินแดนในส่วนต่าง ๆ ของโลก เป็นอาณานิคมของตน เช่น ดินแดนในทวีปอเมริกา เอเชียและแอฟริกา มีการแข่งขันในการล่าอาณานิคมจนทำให้อังกฤษเป็นประเทศที่มีอาณานิคมมากที่สุด จนได้รับสมญาว่าเป็นดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน ต่อมาในช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 19 เรียกว่าจักรวรรดินิยมยุคใหม่ (New Imperialism) การล่าอาณานิคมในช่วงนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป ความแตกต่างระหว่างการล่าอาณานิคมในยุคแห่งการค้นพบกับจักรวรรดินิยมยุคใหม่ คือในยุคแห่งการค้นพบนั้น คนจากประเทศในยุโรปจะอพยพไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนที่ตนเข้าไปครอบครอง เช่น การเข้าไปตั้งถิ่นฐานในทวีปอเมริกาเหนือซึ่งในเวลาต่อมาได้พัฒนามาเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา แต่การยึดครองในจักรวรรดินิยมยุคใหม่มักจะเป็นการผนวกดินแดนอื่นเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน หากพิจารณาโดยละเอียดถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดลัทธิจักรวรรดินิยมอาจพิจารณาได้ดังนี้

1. เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านเศรษฐกิจ การขยายตัวทางการค้าตั้งแต่ คริสตศตวรรษที่ 14 นำไปสู่การค้นพบดินแดนใหม่อันเนื่องมาจากการสำรวจทางทะเล จึงยึดครองดินแดนเหล่านั้นเป็นอาณานิคม จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 18-19 ได้เกิดความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้มีความต้องการวัตถุดิบมากขึ้น และเมื่อผลิตสินค้าออกมาแล้วก็จำเป็นต้องหาตลาดรองรับสินค้า จึงต้องแสวงหาดินแดนเพื่อซื้อวัตถุดิบและขายสินค้าสำเร็จรูป

2. เพื่อเผยแพร่ศาสนาคริสต์ และความเจริญของโลกตะวันตก ชาวตะวันตกได้พยายาม เผยแผ่คริสต์ศาสนาตามหน้าที่ของคริสตศาสนิกชนที่ดี นอกจากนี้ชาวตะวันตกยังเชื่อว่าเป็นภาระหน้าที่ของคนผิวขาวที่เชื่อว่า ตนเป็นผู้เจริญกว่าผู้อื่นได้นำความเจริญไปยังดินแดนนอกทวีปยุโรป ด้วยเหตุนี้ศาสนาคริสต์และวัฒนธรรมของชาวตะวันตกจึงแพร่กระจายเข้าไปในทวีปแอฟริกาและทวีปเอเชีย

3. เพื่อแก้ปัญหาการเพิ่มขึ้นของประชากรในโลกตะวันตก ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และด้านการแพทย์ทำให้อัตราการตายของคนยุโรปลดน้อยลง ประชากรจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจึงส่งเสริมให้มีการแสวงหาดินแดนใหม่เพื่ออพยพผู้คนบางส่วนไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในดินแดนเหล่านั้น ดินแดนที่คนยุโรปอพยพไปอยู่มากที่สุดคือทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปอเมริกาใต้ ทวีปออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จึงอาจกล่าวได้ว่าการแก้ปัญหาการเพิ่มประชากรของยุโรปมีส่วนสำคัญในการขยายตัวของลัทธิจักรวรรดินิยม

4. ปัจจัยทางด้านลัทธิชาตินิยมและยุทธศาสตร์ทางการทหาร ในปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ลัทธิชาตินิยมมีกระแสที่รุนแรงมาก ทำให้ประเทศในยุโรปแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมเพื่อศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติ รวมทั้งต้องการสร้างแสนยานุภาพทางกองทัพเรือแข่งกับชาติมหาอำนาจทางทะเล

การขยายตัวของลัทธิจักรวรรดินิยมเนื่องมาจากการแข่งขันกันสร้างแสนยานุภาพของประเทศตะวันตกนำไปสู่การรวมกลุ่มระหว่างประเทศและเผชิญหน้ากันจนเกิดเป็นสงครามโลกครั้งที่ 1 ในระหว่าง ค.ศ.1914-1918 ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กล่าวคือชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นชาติมหาอำนาจของโลก และผู้นำชาติที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้รับการสถาปนาเป็นระบอบการปกครองอย่างเป็นทางการในรัสเซีย นอกจากนี้ยังเกิดลัทธินาซีในเยอรมนี ลัทธิฟาสซิสต์ใน อิตาลี ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการ ส่วนญี่ปุ่นก็เป็นเผด็จการทหาร

การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศทั้ง 3 นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อโลก แต่ในขณะเดียวกันลัทธิการปกครองแบบเผด็จการอย่างลัทธินาซี ลัทธิฟาสซิสต์ และเผด็จการทหารของญี่ปุ่นก็ถูกทำลายลงอย่างเด็ดขาด เปิดโอกาสให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยได้แพร่หลายในเวลาต่อมา ประเทศที่เป็นอาณานิคมก็เรียกร้องความเสมอภาคและสิทธิในการปกครองตนเองมากขึ้นและทำให้ประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่นหมดอำนาจลง มีสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตมาเป็นมหาอำนาจใหม่แทน

บทสรุป

วิวัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและการปกครองของสังคมโลกเริ่มตั้งแต่มนุษย์ยุคหินก่อนประวัติศาสตร์ และมนุษย์สมัยประวัติศาสตร์ โดยพิจารณาวิวัฒนาการทางสังคมของสังคมโลก จากหลักฐานทางโบราณคดีทำให้เราทราบว่า มนุษย์ในยุคแรกๆต้องพึ่งพิงธรรมชาติและ ดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ใช้ชีวิตเร่ร่อนหาอาหารไปเรื่อยๆ จนกระทั่งต่อมารู้จักการผลิตอาหารและตั้งหลักแหล่งอยู่ประจำที่ มนุษย์คิดหาวิธีจะทำให้ตนเองอยู่ดีกินดีมีความปลอดภัย ความพยายามในการที่จะเอาชนะธรรมชาติของมนุษย์ทำให้มนุษย์สร้างสรรค์ความเจริญมาตั้งแต่ยุคหินเก่า ระบบความสัมพันธ์ทางสังคมมนุษย์เริ่มอยู่เป็นครอบครัว มีการแสดงความรู้สึกออกมาในรูปของศิลปะที่พบตามถ้ำต่าง ๆ ต่อมาในยุคหินใหม่มนุษย์ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นเกษตรกร รู้จักการเลี้ยงสัตว์ เพื่อใช้ในการบริโภคและการใช้งาน หลายครอบครัวมาอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน เครื่องมือเครื่องใช้มีความประณีตมากขึ้น เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคโลหะ สังคมมนุษย์ขยายเป็นหมู่บ้าน มีคติความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจที่ไม่มีตัวตน จึงเกิดกระบวนการในการบวงสรวงบูชาจนกลายเป็นลัทธิความเชื่อและศาสนาในเวลาต่อมา

จากหลักฐานทางโบราณคดี มนุษย์รู้จักการใช้ตัวอักษรในการสื่อสารเมื่อประมาณ 5,000 ปีล่วงมาแล้ว การศึกษาเรื่องราวของมนุษย์มีความกระจ่างชัดมากขึ้น ได้พบว่ามนุษย์ได้สร้างสรรค์ความเจริญตามบริเวณลุ่มแม่น้ำสายสำคัญ คือ ลุ่มแม่น้ำไนล์ ลุ่มแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟตีส ลุ่มแม่น้ำสินธุ ลุ่มแม่น้ำฮวงโหและบริเวณโดยรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่ความเจริญต่าง ๆ ได้หยุดชะงักลงในช่วงคริสตศตวรรษที่ 5 ถึง คริสตศตวรรษที่ 15 สังคมมนุษย์ถูกรุกรานจากพวกอนารยชน ต้องมีชีวิตอยู่ภายใต้ระบบศักดินาสวามิภักดิ์ จนกระทั่งเกิดสงครามครั้งสำคัญคือ สงครามครูเสด อันเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนที่นับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม ทำให้สังคมมนุษย์เกิดการเปลี่ยนแปลง มีการค้นพบดินแดนใหม่ มนุษย์ได้อพยพเข้าไปอยู่ในทวีปอเมริกา ทวีปเอเชียและทวีปออสเตรเลีย เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม มีการขยายตัวของเมือง ประชากรเพิ่มมากขึ้น การขยายตัวทางการค้าทำให้เกิดชนชั้นทางสังคมแบบใหม่ คือ ชนชั้นนายทุนและชนชั้นกรรมาชีพ เกิดลัทธิจักรวรรดินิยม และลัทธิชาตินิยมอันนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์อย่างมาก

วิวัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจของโลกในยุคหินเก่า มนุษย์มีชีวิตในการพึ่งพิงธรรมชาติ สภาพเศรษฐกิจเป็นแบบพึ่งพาตนเอง ต่อมาในยุคหินใหม่ และยุคโลหะมนุษย์เริ่มรู้จักการแบ่งงานกันทำจึงมีการแลกเปลี่ยนสิ่งของที่ใช้ในการดำรงชีวิต และพัฒนามาเป็นระบบการซื้อขายสินค้าโดยมีเงินตราเป็นสื่อกลางในการซื้อขายสินค้า มนุษย์มีอำนาจการซื้อมากขึ้น มีความมั่งคั่งร่ำรวย มีสินค้าจำนวนมากขึ้น ในสมัยอาณาจักรอียิปต์ กรีกและโรมัน ในยุคกลางเศรษฐกิจดำเนินไปภายใต้ระบบศักดินาสวามิภักดิ์ เงินตราเป็นสิ่งที่หายาก ตลาดถูกจำกัดเพราะกลัวการรุกรานของอนารยชน การค้าขายหยุดชะงักจนกระทั่งเกิดสงครามครูเสด โลกตะวันตกได้ติดต่อโลกตะวันออก การค้าจึงขยายตัวขึ้น สินค้าประเภทเครื่องเทศและของฟุ่มเฟือยเป็นที่นิยม มีการลงทุน เพื่อการแสวงหาผลกำไร เกิดลัทธิทุนนิยม เกิดสถาบันการเงิน คือธนาคารพาณิชย์ เกิดลัทธิพาณิชย์นิยม รัฐบาลต้องการมีอำนาจในการควบคุมระบบเศรษฐกิจจนนำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดการแข่งขันกันทางด้านการค้าจนนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อสงครามโลกยุติ ได้เกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เกิดภาวะเงินเฟ้อ การล้มละลายของธนาคาร เกิดระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง สหรัฐอเมริกาได้มีบทบาทที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลก มีการเชื่อมโยงระบบการเงินระหว่างประเทศ มีการช่วยเหลือกันทางด้านเศรษฐกิจ

วิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองของโลก มนุษย์ในยุคหินมีรูปแบบการปกครองเป็นแบบเผ่าชน อำนาจการปกครองอยู่ที่หัวหน้าเผ่า ต่อมาเมื่อมนุษย์อยู่รวมกันเป็นชุมชนใหญ่ เป็นเมือง เป็นนครรัฐ เริ่มมีการปกครองแบบนครรัฐ มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้ปกครอง บางนครรัฐประชาชนก็มีส่วนร่วมในการปกครองด้วย ต่อมาสังคมขยายใหญ่ขึ้นเป็นอาณาจักรและจักรวรรดิ อำนาจการปกครองอยู่ที่องค์จักรพรรดิ อำนาจของผู้ปกครองถือเป็นอำนาจที่ได้รับมาจากเทพเจ้า มนุษย์จะต้องเชื่อฟัง ลัทธิความเชื่อและศาสนาเข้ามามีอิทธิพลต่อการปกครอง แม้แต่ในสมัยกลางที่มนุษย์ตกอยู่ภายใต้การปกครองในระบบศักดินาสวามิภักดิ์ จนกระทั่งภายหลังสงครามครูเสดในคริสตศตวรรษที่ 15 รูปแบบการปกครองปรากฎในลักษณะของรัฐชาติที่ให้ ความสำคัญของการเป็นรัฐโดยเน้นเชื้อชาติของประชากร มีอาณาเขตที่แน่นอน มีรัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองประชากร รูปแบบการใช้อำนาจมีทั้งรูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รูปแบบประชาธิปไตย รูปแบบเผด็จการและรูปแบบสังคมนิยมที่ยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

เอกสารอ้างอิง

  • จรูญ สุภาพ. 2532. หลักรัฐศาสตร์. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิชย์.
  • จันทรเกษม, สถาบันราชภัฏ. ม.ป.ป. เอกสารประกอบการสอนกลุ่มวิชาการศึกษาทั่วไปรายวิชาวิถีโลก. กรุงเทพฯ : สถาบันราชภัฏจันทรเกษม.
  • จุณณเจิม ยุวรี และคณะ. 2544. วิถีโลก พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏสวนดุสิต.
  • ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน. 2535."อารยธรรมตะวันตก". มนุษย์กับสังคม พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
  • นงเยาว์ พีระตานนท์. 2541. การเมืองการปกครอง. กรุงเทพฯ : สถาบันราชภัฏสวนดุสิต.
  • ประชุม ผลผ่าน และคณะ. ม.ป.ป. เอกสารประกอบการสอนกลุ่มวิชาการศึกษาทั่วไปรายวิชาวิถีโลก อุบลราชธานี : สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี.
  • ปรัชญา เวสารัชธ์. 2535. สังคมโลก พิมพ์ครั้งที่ 3. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
  • ภารดี มหาขันธ์. 2532.พื้นฐานอารยธรรม. กรุงเทพฯ :โอเดียนสโตร์.
  • มนัส ธัญญเกษตร และคณะ. 2542. วิถีโลก. กรุงเทพฯ : เธิร์ดเวฟ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด.
  • สุจิตรา วุฒิเสถียร และคณะ(แปล). 2519. ประวัติศาสตร์โลก. กรุงเทพฯ: ธนาคารแห่งประเทศไทย.
  • สุดา เพียรธัญกรณ์ และยุพิน คำแท่ง. 2544. เอกสารประกอบการสอนวิชาวิถีโลก. กรุงเทพฯ :
  • คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏพระนคร.
  • สุเทพ สุนทรเภสัช. 2515. แนะแนวการศึกษามนุษยวิทยา. กรุงเทพฯ : สมาคมสังคมศาสตร์.
  • Young, Kimbal and Raymand W. Mack. (1972). Systematic Sociology: Text and Reading. 
    New Delhi : Affielated East-West Press, Pvt. Ltd.,.

. .


#40 arlyn

arlyn

    นางสาวถิ่นไทยงาม

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 709 posts

Posted 12 August 2017 - 03:26 PM

สงสารเจ้าของกระทู้ ทำไมทุกคนใจร้ายจัง



#41 NorthSukhothai

NorthSukhothai

    Top 30 Miss Thailand World

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 7,418 posts
  • LocationManama Bahrain

Posted 12 August 2017 - 04:17 PM

เข้ามาถูบ้าน


Sent from my iPhone using Tapatalk
"I think pageant I think pageants like the Miss Universe pageant gives us young women a platform to foray in the fields that we want to and forge ahead, be it entrepreneurship, be it the armed force, be it politics. It gives us a platform to voice our choices and opinions, and makes us strong, independent that we are today. "

#42 pop007✌

pop007✌

    Miss Intercontinental

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 18,644 posts

Posted 12 August 2017 - 04:23 PM

กรี๊ดดดดดดดดดดดด เผยหน้าหน้ากากจากัวร์

0000.jpg


      00000000000000000000000000.jpg00000000000000000000000000.jpg

giphy.gifgiphy.gifgiphy.gif                                      


#43 น้องหลืบ

น้องหลืบ

    God of Beauty

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 40,445 posts

Posted 12 August 2017 - 06:25 PM

เข้ามาถูบ้าน


Sent from my iPhone using Tapatalk

อย่าลืมล้างตู้ด้วยนะคะ
โพสต์ รูป

#44 Margaux Brooke

Margaux Brooke

    Miss Thailand Earth

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 10,754 posts

Posted 12 August 2017 - 06:41 PM

เค้าคือผัวของดินั้นเองค่ะ เรา ยสตน กันทุกคืน เค้าคือพ่อของลูกดิชั้นเองค่ะ

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkvaHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkvaHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkv


กรี้ดดดดด
นุ้งมอสคือมี Sex appeal แบบขี้นสุด หน้านิ่ง หน้ายิ้ม พูด หัวเหระ
คือได้หมด แต่ตอนนี้หุ่นยังไม่สวย ต้องไปเล่นให้ได้สัดส่วนอีก จะเริ่ดเลอเพอเฟ็คสุดค่ะ

ปล.น้องจะมีคลิปหลุดแบบจูลี่บ้างมั้ยคะ

#45 ejoon

ejoon

    Top 16 Miss Earth

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 21,148 posts

Posted 12 August 2017 - 09:05 PM

กรี๊ดดดดดดดดดดดด เผยหน้าหน้ากากจากัวร์

0000.jpg

 

เคยเจอนางสมัยๆหนุ่มนางดูหยิ่งมากเลย จากที่ชอบกลายเป็นไม่ปลื้มค่ะ


                                               tumblr_oqasggQiIM1r8sro0o1_400.gifoyiyo.jpg


#46 ช้อคกะรี สีชมพู

ช้อคกะรี สีชมพู

    MISS EARTH DISASTER CATASTROPHE

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 14,210 posts
  • Locationคุ้มเจ้านางเต่าแนด!!!

Posted 12 August 2017 - 09:50 PM

ค่ะ

Sent from my VIE-L29 using Tapatalk
...I wish my eyes could speak what my heart feels for you
cause my lips can lie on what is true. My eyes couldn't cause even if I close them
I could still see you....

#47 banky_cute

banky_cute

    นางสาวไทย

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 6,168 posts

Posted 12 August 2017 - 10:00 PM

เคยเจอนางสมัยๆหนุ่มนางดูหยิ่งมากเลย จากที่ชอบกลายเป็นไม่ปลื้มค่ะ

คือเสียงนางทรงพลังมากมาย



#48 Kaewwongwan

Kaewwongwan

    Miss Thailand Tourism Queen International

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 1,538 posts

Posted 12 August 2017 - 10:18 PM

กรี๊ดดดดดดดดดดดด เผยหน้าหน้ากากจากัวร์
0000.jpg

ใครจะเชื่อคะ 45 แล้ว หน้าเอ๊าะมาก

#49 My_name_is_slut

My_name_is_slut

    Model of The World

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 12,810 posts
  • LocationLA.

Posted 13 August 2017 - 01:58 AM

เค้าคือผัวของดินั้นเองค่ะ เรา ยสตน กันทุกคืน เค้าคือพ่อของลูกดิชั้นเองค่ะ

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkvaHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkvaHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3dvLzAvdWkv

อสุจิไม่ปฏิสนธิกับขี้ค่ะ

Sent from my SM-G7102 using Tapatalk

wujiBnn.gif

9RVBETD.gif


#50 pop007✌

pop007✌

    Miss Intercontinental

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 18,644 posts

Posted 13 August 2017 - 02:04 AM

เคยเจอนางสมัยๆหนุ่มนางดูหยิ่งมากเลย จากที่ชอบกลายเป็นไม่ปลื้มค่ะ

พวกศิลปิน ดารา จะมีอีโก้สูง เป็นธรรมดาข่ะ มีชื่อเสียง มีเงิน


      00000000000000000000000000.jpg00000000000000000000000000.jpg

giphy.gifgiphy.gifgiphy.gif                                      





0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users